วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประชาธิปไตย ไทย-พม่า


วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11199 มติชนรายวัน


ประชาธิปไตย ไทย-พม่า

โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)



แม้ว่าการเมืองไทยจะมีความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร การรัฐประหาร 19 กันยา จนกระทั่งการยึดทำเนียบของรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น

หลายต่อหลายครั้งถูกนักสังเกตการณ์ทางการเมืองทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศวิจารณ์ประชาธิปไตยของประเทศไทยว่ามีลักษณะเดินถอยหลังเข้าคลองถึงขั้นเทียบได้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นพม่า

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในทรรศนะของคนที่สนใจการเมืองพม่า จำนวนน้อยคนนักที่มีความเห็นสอดคล้องกับนักสังเกตการณ์ในข้างต้น

เพราะถึงอย่างไรเสียในท้ายที่สุดแล้วทางออกของการเมืองไทยในวิกฤตต่างๆ ก็หันหางเสือเข้าสู่เส้นทางของประชาธิปไตยจนได้

อีกทั้งบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างไทยกับพม่าก็มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ

อาทิ ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีนักศึกษาเป็นผู้นำนั้น ประเทศไทยกลับประสบผลสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516

แต่ในทางตรงกันข้าม ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าอันมีนักศึกษาเป็นผู้นำ กลับล้มเหลวจากเหตุการณ์ 8888 กระทั่งทำให้ขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนถูกไล่ล่าจากรัฐบาลทหารอย่างหนักจวบจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ยังรวมถึงสถาบันที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ความขัดแย้งในทางการเมืองนั้นประเทศไทยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและกลายเป็นกลไกในการคลี่คลายความขัดแย้งได้ในทุกเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา

ซึ่งตรงกันข้ามกับสหภาพพม่าที่ไม่มีสถาบันใดที่คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแม้แต่น้อย เพราะสถาบันกษัตริย์ก็ได้ถูกทำลายไปแล้วโดยอังกฤษในยุคสมัยการล่าอาณานิคม

อีกทั้งเมื่อหันไปเหลียวมองสถาบันทางการเมืองอย่างพรรคสันติบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD อันมีนางออง ซาน ซูจีเป็นผู้นำนั้น ก็ดูจะอ่อนล้าเต็มที่

จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันทางการเมืองหรือแม้แต่สถาบันทางวัฒนธรรมประเพณีในสหภาพพม่า มิได้มีอยู่เลยหรือมีแต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้โดยเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง

สิ่งนี้อาจทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า เมื่อพม่าขาดสถาบันที่น่าเชื่อถือก็กลับกลายเป็นช่องว่างให้สถาบันที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะกองทัพสามารถมีบทบาททางการเมืองได้เรื่อยมาจนกระทั่งในปัจจุบัน

เมื่อความเหนือกว่าทางบริบทและประวัติศาสตร์การเมืองของการเป็นประชาธิปไตยของไทยที่มีมากกว่าพม่าเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำเอาประชาธิปไตยของไทยไปเปรียบเทียบกับพม่าได้แม้แต่น้อย

กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุมประท้วงที่ต้องการยึดพื้นที่รัฐสภาของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บ แขน ขา ขาดจนกระทั่งพิการ บางรายสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตและในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน หากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา

แม้ว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นการยากที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นนั่นคือ ความเชื่อว่าประชาธิปไตยไทยเหนือกว่าพม่า เริ่มถูกต้องข้อสงสัยหรือทบทวนความเชื่อใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งมิได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันคือ ทรราชหรือเผด็จการอย่างเต็มตัวเฉกเช่นรัฐบาลทหารพม่า

หากแต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยมีอาการน่าเป็นห่วง

นั่นคือ ท่าทีของกลไกของรัฐหรือแม้กระทั่งผู้กุมอำนาจรัฐกำลังเริ่มมองประชาชนของตัวเองเป็นศัตรู และจุดนี้เองต่างหากที่อาจชักนำไปสู่การเป็นเผด็จการต่อไปในอนาคต ทั้งที่โดยอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

พูดให้ง่ายไปกว่านั้นก็คือ ประชาชนในทุกประเทศสามารถชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้ผ่านการกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งรัฐและกลไกของรัฐเองมีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อแรงกดดันเหล่านั้นให้ได้

และหากควบคุมการกดดันไม่ได้จนถึงขั้นต้องใช้มาตรการเข้าจัดการกับผู้ประท้วงก็ต้องเป็นไปในลักษณะเข้าควบคุมความรุนแรง "โดยยึดพื้นฐานของหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด" มิใช่การเข้าปราบปรามอย่างมือสมัครเล่นเป็นอันขาด

หากย้อนมาดูท่าทีของกลไกของรัฐอย่างสถาบันตำรวจไทยที่เข้าสลายผู้ประท้วงและถ้อยแถลงข่าวภายหลังจากการปะทะกับผู้ประท้วงแล้ว บางสำนวนหรือคำพูดกลับบ่งบอกถึงความพยายามแก้ตัวจนนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

นัยยะที่บ่งบอกออกมาจึงชี้ชวนให้หวนนึกอีกครั้งหนึ่งว่า กลไกของรัฐไทยกำลังมองประชาชนเป็นศัตรูหรือไม่? ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงความพยายามของผู้กุมอำนาจรัฐที่พยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกเช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่ง การมองประชาชนเป็นศัตรูเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ปกติสำหรับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ

โดยเฉพาะรัฐบาลทหารพม่า เพราะการปราบปรามประชาชนในทุกครั้งนับตั้งแต่เหตุการณ์ 8888 การปราบปรามพระสงฆ์ หรือแม้แต่เหตุการณ์ยิบย่อยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งทุกเหตุการณ์ พื้นฐานในการใช้กำลังเข้าปราบปรามรัฐบาลทหารพม่าให้เหตุผลว่า กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้นกำลังสร้างความไม่สงบให้เกิดขึ้นภายในประเทศหรือแม้แต่การสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาล

อีกนัยหนึ่ง เหตุผลเช่นนี้สามารถตีความได้ว่า รัฐบาลทหารพม่ากำลังสร้างให้ผู้ประท้วงเหล่านั้นคือ ศัตรูของรัฐความรุนแรงจึงกลายเป็นสิ่งที่รัฐมองว่าชอบธรรมหากต้องกำราบศัตรูเหล่านั้น

ฉะนั้น ในกรณีของไทย การปกครองแบบประชาธิปไตยกับการสร้างให้ประชาชนกลายเป็นศัตรู หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติโดยผู้กุมอำนาจรัฐแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง

เนื่องด้วย ไม่มีความชอบธรรมอันใดเลยที่จะปกครองประชาธิปไตยแต่รัฐกลับทำร้ายประชาชนเพียงเพื่อตอบสนองประโยชน์เฉพาะหน้า

สิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นจุดหักเหหรือแม้กระทั่งคำถามชุดใหญ่ของการเมืองไทยโดยเฉพาะการปกครองแบบประชาธิปไตยว่ากำลังจะเดินรอยตามพม่าไปมากกว่านี้อีกหรือไม่? ซึ่งอำนาจรัฐจะอยู่ที่ใคร อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมือง

แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น "ความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ" ก็กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้กุมอำนาจและกลไกของรัฐไทยต้องใส่ใจ

หน้า 7

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทหารพม่ากับการเมือง ว่าด้วยยุทธศาสตร์ ยึด ยื้อ ย่อยยับ


วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11171 มติชนรายวัน


ทหารพม่ากับการเมือง ว่าด้วยยุทธศาสตร์ ยึด ยื้อ ย่อยยับ

โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของพม่า สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า "ติดกับ" มาเนิ่นนานและไม่เปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่งอย่างชัดเจนก็คือ "กระบวนการถ่านโอนอำนาจจากทหารไปสู่พลเรือน"

โดยรัฐบาลปัจจุบันนั้นเป็นการหนุนหลังโดยกองทัพ ผ่านการก่อรูปในลักษณะของรัฐบาลทหารหรือที่รู้จักกันในนาม SPDC

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวให้ถึงที่สุด จะพบว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองและความมั่นคงทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย แต่เพียงผู้เดียว

ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งหากเรามานั่งพิจารณาและตั้งคำถามว่า กระบวนการครองอำนาจของผู้นำพม่าว่าใช้วิธีการหรือยุทธศาสตร์อันใดในการครองอำนาจได้มาเนิ่นนานถึง 46 ปี ผ่านการมองปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ในภาพรวม โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองในปี ค.ศ.2007-2008

ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ายุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลทหารพม่า อันนำโดยพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ใช้นั้นมีอยู่ 3 ยุทธศาสตร์หลักด้วยกัน นั่นคือ "ยึด ยื้อ ย่อยยับ" ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ประการแรก ยุทธศาสตร์การ "ยึด" นั่นคือเป็นกระบวนการที่ขั้นแรกเริ่มที่รัฐบาลทหารพม่าใช้สร้างขึ้นเพื่อควบคุมอำนาจทางการเมืองผ่านการเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลพลเรือนตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยึดอำนาจรัฐของกองทัพพม่านั้น ไม่สามารถทำความเข้าใจผ่านปฏิบัติการทางด้านทหารได้แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ในประเด็นอื่นก็มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการจัดระเบียบและเข้าควบคุมกองทัพอย่างสมบูรณ์เพื่อให้ SPDC เข้าครองอำนาจได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีเรื่องราวการแตกแยกในกองทัพให้กลายเป็นเสี้ยนหนามสำคัญ ผ่านการจัดวางโยกย้ายนายทหารที่พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ให้ความไว้วางใจดำรงตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพ

ดังสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกลางปี ค.ศ.2008 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลเกิดขึ้นในกองทัพและบางส่วนถูกส่งให้ไปดำรงตำแหน่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังครั้งนี้ก็คือพลเอกตาน ฉ่วย

ดังนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งของการโยกย้ายที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่มีขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า หากแต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้และกลายเป็นเหตุผลสำคัญนั่นก็คือ ผู้นำของรัฐบาลทหารพม่าต้องการนำคนที่ตนเองไว้วางใจมาดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ อีกทั้งเพื่อต้องการให้ตำแหน่งการคุมกำลังสำคัญในกองทัพนั้นมีการเคลื่อนไหวด้วย

กล่าวคือ ต้องการให้นายทหารรุ่นใหม่สามารถเจริญเติบโตได้ในตำแหน่งที่สูงขึ้น

กระนั้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "ต้องเชื่อฟังพลเอกตาน ฉ่วย และ SPDC เป็นสำคัญ"

กล่าวได้ว่ากระบวนการยึดอำนาจทางการเมืองของ SPDC ถูกกระทำผ่านการยึดอำนาจในกองทัพได้อย่างสมบูรณ์เป็นเบื้องต้นก่อนนั่นเอง

ประการที่สอง ยุทธศาสตร์การ "ยื้อ" ซึ่งเป็นกระบวนการอันหนึ่งที่รัฐบาลทหารพม่าใช้เป็นเครื่องมือและเกมการต่อรองต่อทั้งการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อให้การครองอำนาจของตนเองดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีการกำหนดระยะเวลา

หรือหากแม้มีการกำหนดระยะเวลาก็เป็นเพียงการพรางสถานการณ์ไว้ในอนาคตเท่านั้น เพราะทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากรัฐบาลทหารพม่าเห็นว่าการเปลี่ยนแปลง ภายใต้เหตุผลสำคัญที่ว่า "เพื่อเอกภาพและความมั่นคงของสหภาพ"

ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดสองเหตุการณ์สำคัญ นั่นก็คือ การกักขังนางออง ซาน ซูจี และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีของนางออง ซาน ซูจี นั้น แม้ว่านานาชนิดจะเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอแต่รัฐบาลทหารพม่าก็ไม่ทำตามและได้แต่ให้เหตุผลว่าอาจเกิดความวุ่นวายภายในประเทศขึ้นมาได้

กระบวนการยื้อในกรณีของนางออง ซาน ซูจี ที่รัฐบาลทหารพม่ากระทำนั่นก็คือ การอนุญาตให้นางออง ซาน ซูจี พบแพทย์หรือตัวแทนจากสหประชาชาติได้บางครั้งคราวเท่านั้น ส่วนระยะเวลาของการปล่อยตัวก็ถูกพรางไว้เช่นเคย

แม้กระทั่งเรื่องของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและลงมติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็เช่นกัน การตั้งความหวังว่า อีกสองปีข้างหน้ารัฐบาลทหารจะปล่อยให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาหรือไม่ตามการประกาศที่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ค.ศ.2008 ผ่านการลงประชามติแล้ว รัฐบาลทหารพม่าจะจัดการเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้า

ซึ่งหากตีความโดยใช้นัยยะของประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมาแล้วก็จะพบว่ารัฐบาลทหารพม่าจะจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทหารเองจะสามารถควบคุมชัยชนะให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพหรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่า หากการเลือกตั้งตัวแทนหรือพรรคการเมืองที่รัฐบาลทหารหนุนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งในครั้งหน้าก็อาจจะถูกปฏิเสธขึ้นอีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นการปฏิเสธผลการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ซึ่งฝ่ายของพรรคเอ็นแอลดีและนางออง ซาน ซูจี เป็นผู้ชนะนั่นเอง

ดังนั้น "ยุทธศาสตร์การยื้อ" ของรัฐบาลทหารพม่าจึงเป็นการกระทำผ่านการให้ความหวังกับการกระทำที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถตีความได้ในสองลักษณะผ่านการพรางที่อาจตกลงทำตามหรือไม่ทำตามที่สัญญาไว้ก็ได้

"อนาคต" จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองและการฉุดรั้งประชาธิปไตยได้ในเวลาเดียวกัน

ประการสุดท้าย ยุทธศาสตร์การ "ย่อยยับ" เป็นเครื่องมือหรือยุทธศาสตร์อันสุดท้ายที่ผู้นำของรัฐบาลทหารพม่าใช้แก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคในการครองอำนาจผ่านการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารให้ "ย่อยยับ" ไปกับตา

ดังเช่นสิ่งที่เกิดจากกรณีการปราบปรามพระสงฆ์เมื่อปี ค.ศ.2007 ซึ่งการประท้วงในครั้งนั้นเริ่มต้นจากการเดินประท้วงเพื่อแสดงออกต่อความทุกข์ยากจากสาเหตุราคาน้ำมันแพงจนเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลทหารพม่าคิดว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐจนนำไปสู่การนองเลือดในที่สุด

ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาที่รู้จักกันในนามของเหตุการณ์ 8888 เมื่อ ค.ศ.1988 ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการปราบปรามขบวนการนักศึกษากันอย่างขนานใหญ่

และเหตุผลเดียวที่ถูกปราบปรามก็คือการลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การย่อยยับของรัฐบาลทหารพม่าก็มีจุดสังเกตอยู่สองประการ นั่นคือ ในกรณีของการปราบปรามนักศึกษานั้น เป็นการเข้าปราบเพื่อป้องกันอำนาจของรัฐในระยะเวลาอันใกล้ และเผชิญเหตุเฉพาะหน้า

แต่อีกนัยหนึ่งนั้น การเข้าปราบปรามนักศึกษาในฐานะของปัญญาชนก็เป็นการกำจัดระบบคิดของสังคมพม่าว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน

นั่นคือ ธงหลักที่อาจถูกรัฐบาลทหารพม่าตั้งไว้นั่นก็คือ หากสามารถกำจัดตัวสื่อหรือตัวแพร่กระจายเรื่องประชาธิปไตยที่รัฐบาลทหารพม่าทุกยุคสมัยเกลียดชังไปได้แล้ว รัฐบาลทหารพม่าก็จะสามารถครองอำนาจไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัญลักษณ์หรือตัวแพร่กระจายความรู้เรื่องประชาธิปไตยนั้น ยังหมายถึงนางออง ซาน ซูจี และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ส่วนเหตุการณ์การปราบปรามพระสงฆ์นั้น จุดสังเกตประการหนึ่งนั่นคือ กระบวนการปราบปรามพระสงฆ์มิได้เป็นแค่เพียง "การฆ่า" ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น หากแต่การทำลายพระสงฆ์ในฐานะของสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ ยังหมายถึงกระบวนการเข้าทำลายจิตวิญญาณของประชาชนชาวพม่าในลักษณะของสถาบันที่ประชาชนให้ความเคารพอย่างสูงสุด

ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า แม้แต่พระสงฆ์ในฐานะของผู้ที่บำเพ็ญบุญบารมีแต่ต่อต้านรัฐบาลทหาร การย่อยยับที่ถูกสร้างมาพร้อมกับความตายย่อมเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้รับเช่นกัน

อีกนัยหนึ่ง ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับความรุนแรงที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ในครั้งนั้นก็คือ "ประชาชนธรรมดาอย่าได้หาญกล้าท้าทายรัฐบาล เพราะแม้แต่ผู้มีบุญอย่างพระสงฆ์ก็เคยถูกกำจัดมาแล้ว"

อาจกล่าวได้ว่า ในแง่มุมทางรัฐศาสตร์ "ยุทธศาสตร์การย่อยยับ" ของรัฐบาลทหารพม่าก็คือ การปกครองประชาชนโดยความน่าสะพรึงกลัวของรัฐนั่นเอง

กล่าวโดยสรุป สามยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ครองอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องอันได้แก่ ยึด ยื้อ และย่อยยับ หรืออาจจะเรียกว่า ยุทธศาสตร์สาม "ย" ที่ผู้เขียนได้กล่าวมานั้นเป็นปรากฏการณ์หรือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นจากลักษณะของเหตุการณ์เฉพาะต่างๆ ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าสามารถเรียนรู้และสามารถหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่ได้ในทุกขณะ กระทั่งตกผลึกเป็นระบบคิด

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลทหารพม่ากำลังนำฐานะของตนเองเข้าสู่การเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ชาญฉลาดในระดับแนวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้ โดยใช้ยุทธศาสตร์สามข้อข้างต้นนั่นเอง

ดังนั้น กระบวนการพยายามทำให้เกิดประชาธิปไตยในพม่า การเท่าทันกำลังสมองของรัฐบาลทหารพม่าจึงกลายเป็นอีกวิธีการอันหนึ่งที่ต้องใส่ใจ เพื่อประโยชน์ในการแก้กลเกมเหล่านั้นให้เท่าทัน

เพราะในอนาคตอันใกล้ยุทธศาสตร์เหล่านี้ก็จะถูกนำมาปัดฝุ่นใช้ต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวล ก็คือยุทธศาสตร์อันใหม่กำลังถูกประดิษฐ์ขึ้นและใกล้สำเร็จเต็มที เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะได้เห็นกระบวนท่าของตาน ฉ่วย อีกครั้งหนึ่ง

โปรดอย่ากะพริบตา!!!

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

พม่ากับประชาธิปไตย: ว่าด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์จาก จอร์จบุชและภริยา


ส่วนหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ว่า
“เราแสวงหาการสิ้นสุดของทรราชในพม่า วิถีอันทรงเกียรตินี้มีผู้อุทิศตนอย่างสำคัญอยู่หลายคน ข้าพเจ้าบังเอิญได้แต่งงานกับหนึ่งในจำนวนนั้น วันนี้ ลอรากำลังเดินทางไปยังชายแดนไทยพม่า ที่ซึ่งจะได้เยี่ยมเยือนค่ายลี้ภัยและคลีนิคแพทย์ที่นั่น อเมริกาขอย้ำข้อเรียกร้องของเราต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ปลดปล่อย อองซาน ซู จี และนักโทษการเมืองทั้งหลายและเราจะยังคงดำเนินการเนื่องนี้จนกว่าประชาชนในพม่าจะมีเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับ”
โดยเป็นคำกล่าวเนื่องในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 175 ปี อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านส่วนหนึ่งของคำกล่าวของสุนทรพจน์นี้อย่างถี่ถ้วน การเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักของการเดินทางในครั้งนี้จึงมิได้มีเป้าประสงค์เดียวเป็นแน่ หากแต่นัยยะสำคัญที่สะท้อนออกมาจากคำกล่าวในข้างต้นก็คือ สถานการณ์การเมืองในพม่าก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของผู้นำสหรัฐในการเยือนไทยครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น อาการที่หลากหลายของผู้นำสหรัฐและภริยาที่กระทำเกี่ยวกับปัญหาในพม่าก็ทำให้เกิดภาพชุดหนึ่งขึ้นมาว่า การเยือนประเทศไทย ณ กรุงเทพในครั้งนี้สั่นสะเทือนถึงเมืองเนปิดอร์ ของสหภาพพม่ากันเลยทีเดียว เนื่องด้วยประเด็นที่ประธานาธิบดีสหรัฐและภริยาไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้นล้วนเป็นประเด็นที่รัฐบาลทหารพม่าไม่ชอบใจด้วยแทบทั้งสิ้น อาทิ การเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าคำนึงถึงเรื่องกระบวนการเป็นประชาธิปไตยผ่านการปล่อยตังนางอองซานซูจีและ การเดินทางเยือนพื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่หละ ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพื่อเยี่ยมชมค่ายผู้อพยพชนกลุ่มน้อยชาวพม่า นอกจากนั้น นางลอราได้เดินทางต่อไปยังคลีนิคแม่ตาว ของ พญ.ซินเธีย หม่อง แพทย์อาสมัครช่วยเหลือ ชาวพม่าตามแนวชายแดนไทย-พม่าอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐ เป็นการแสดงท่าทีสำคัญครั้งหนึ่งต่อปัญหาการเมืองภายในพม่า
คำถามประการสำคัญและกลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจของผู้คนที่สนใจการเมืองพม่าอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือ ท่าทีของประธานาธิบดี จอร์จ บุชและภริยาจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่ามากน้อยเพียงใด? ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า คำตอบที่ได้เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เป็นการได้ประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้นและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของการเมืองพม่าก็ยังมีความไม่แน่นอนเหมือนดังเช่นในอดีต โดยประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์นั้น อาจกล่าวได้ว่า มีประเด็นใหญ่อยู่สองประการด้วยกัน กล่าวคือ
ประการแรก การสร้างกระบวนการการตอกย้ำว่า “ปัญหาประชาธิปไตยพม่า คือ ปัญหาระดับนาชาติ” ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามักจะมีขีดเส้นแบ่งว่าด้วยเรื่องราวภายในประเทศและเรื่องราวระหว่างประเทศ หากแต่เมื่อความรุนแรงทางการเมืองภายในพม่า กระจายไปสู่ประชาชนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 8888 เมื่อปี พ.ศ. 2531 หรือ แม้กระทั่ง การปฏิวัติ ด้วยชายจีวร ผ่านการเดินประท้วงของพระสงฆ์ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ภาพเหล่านี้ล้วนชักนำให้ประชาคมระหว่างประเทศสนใจปัญหาการเมืองในพม่ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ การตั้งสมมุติฐานว่า ความรุนแรงเหล่านี้ ต้นเหตุคือ การปกครองแบบเผด็จการ และทางออกที่ดีที่สุดคือ การสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นภายในพม่าเท่านั้น
การแสดงท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐในด้านต่างๆ ในอดีตเป็นต้นมาอาทิ การออกมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่า การเจรจาให้อาเซียนหาทางกดดันรัฐบาลทหารพม่า หรือแม้กระทั่ง การเดินเกมกดดันผ่านการทำงานขององค์การสหประชาชาติก็ตาม โดยผลที่ได้รับส่วนใหญ่ก็คือ “ความล้มเหลว” กระนั้น การแสดงออกผ่านสุนทรพจน์ในการเดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ ก็ยังสามารถตีความได้ว่า ความพยายามทำให้พม่ากลายเป็นประชาธิปไตยก็ยังมีอยู่ต่อไป หรืออีกนัยหนึ่ง ความพยายามกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การปล่อยตัวนางอองซานซูจี ก็คือ การใช้ภาษาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงและทำให้ทั่วโลกตระหนักอีกครั้งว่าปัญหาประชาธิปไตยในพม่าคือสิ่งที่มีอยู่จริงและต้องได้รับการแก้ไข
หากแต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาภายหลังจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์นั่นก็คือ สุนทรพจน์อาจจะเป็นสิ่งเป็นไปได้น้อย เมื่อต้องคาดคะเนในอนาคตว่า สหรัฐอเมริกา จะมีการกระทำอย่างไรที่เป็นรูปธรรมหรือการสร้างมาตรการกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้เข้มข้นขึ้นต่อไปอย่างไร โดย “ภาวะของการเป็นไปได้น้อย” เช่นนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของผู้พูดเอง นั่นก็คือ จอร์จ บุช เพราะภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ตัวเขาเองกำลังจะหมดวาระในตำแหน่งประธานาธิบดี การกล่าวคำหวานต่างๆ จึงเป็นไปพร้อมๆกับการนับถอยหลังของการหมดอำนาจของผู้พูด และกลายเป็นคำถามในเชิงนโยบายอีกว่า เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งหมดสิ้นไปแล้ว นโยบายต่างๆของสหรัฐต่อพม่า จะดำเนินต่อไปเช่นเดิมหรือไม่? อย่างไร? ในทางตรงกันข้าม หากการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ เป็นการกล่าวโดย “ว่าที่” ประธานาธิบดีสหรัฐ อาจจะเป็นบารัค โอบามา หรือ จอห์น เมคเคน ก็ตาม ความน่าเชื่อถือซึ่งอาจแปรเปลี่ยนเป็นความหวังต่อการสร้างประชาธิปไตยในพม่าก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากยิ่งกว่า เพราะทั้งสองคนนั้น คือ ผู้ที่กำลังจะเป็นผู้ที่มีอำนาจของสหรัฐอเมริกา ในการกำหนดอนาคตของประเทศ และ การกำหนดนโยบายต่อพม่า ด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การแสดงออกของจอร์จบุช จึงมีประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งก็อาจเป็นความดีครั้งสุดท้ายที่เขาสามารถจะทำได้ต่อประชาชนและสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”
ประการที่สอง ประโยชน์อันเกิดจากการกระทำเชิงสัญลักษณ์ในแง่มุมของของ “การสร้างเส้น/ขีดแบ่งระหว่างปัญหาประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์” กล่าวคือ
ในอดีต ปัญหาของพม่าเมื่อถูกหยิบยกและพูดถึงนั้น มักจะคิดกันแต่เพียงว่า เป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งเมื่อพูดถึงพม่า ก็จะนึกถึงภาพลักษณ์ของนางอองซานซูจี หรือแม้กระทั่ง การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซานซูจี เป็นต้น ผ่านการนำเสนอรายงานของสื่อมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะสื่อมวลชนและผู้นำในโลกตะวันตก จนทำให้นางอองซานซูจี กลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เหตุผลประการหนึ่ง นั่นก็คือ นอกจากเธอจะเป็นผู้นำในการเรียกร้องประชาธิปไตยพม่าอย่างแท้จริงแล้ว การกระทำของนางอองซานซูจี ยังกลายเป็นสิ่งที่สอดรับกับค่านิยมทางการเมืองอันสำคัญของโลกตะวันตก นั่นก็คือ “ประชาธิปไตย” ปัญหาไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าจึงเป็นปัญหาของโลกไปโดยปริยาย โดยเฉพาะในภาวะที่วัฒนธรรมของโลกตะวันตกครอบงำโลกอยู่เช่นนี้ ดังนั้น การเคลื่อนไหวของเธอจึงกลายเป็นจุดสนใจ จนอาจกล่าวได้ว่า การกักขังนางอองซานซูจีก็ถือได้ว่าเป็นการกักขังประชาธิปไตยนั่นเอง จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมประชาชนหรือแม้กระทั่งรัฐบาลในโลกตะวันตกจึงสนใจปัญหาการเมืองพม่าเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม การสนใจปัญหาประชาธิปไตยในพม่าก็กลายเป็นสิ่งที่ปิดบัง/อำพราง ปัญหาส่วนอื่นๆของประเทศนี้ไป โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ที่สืบเนื่องมาจาก การไม่ทำตามสัญญาปางโหลซึ่งมีใจความสำคัญที่ว่า “กลุ่มชาติพันธุ์ที่ลงนามของรัฐบาลทหารพม่าสามารถแยกตัวเองอย่างเป็นอิสระออกมาได้ เมื่อรวมอยู่ในสหภาพแล้ว 10 ปี” และใจความสำคัญเหล่านี้ยังถูกระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญของพม่า ปี ค.ศ. 1947 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลพม่าไม่ยอมทำตามสิ่งที่เคยสัญญาไว้ ความขัดแย้งและการจับอาวุธขึ้นสู้จึงเกิดขึ้นเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามานั่นก็คือ ความรุนแรงทางด้านต่างๆ ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือ พื้นที่พักพิงชั่วคราวที่อยู่ตามชายแดนไทยพม่าจำนวน 9 แห่งและมีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กว่า 120,000 คน
การเดินทางพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อ. แม่สอด จ.ตาก และการเดินทางเยือนคลินิกแม่ตาวของแพทย์หญิงซินเทียหม่องของนางลอรา บุช จึงเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความใส่ใจของภริยาของผู้นำสหรัฐที่มิได้มองเพียงเฉพาะเรื่องของการเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการใส่ใจในเรื่องที่ชาวตะวันตกไม่หยิบยกมากล่าวถึงมากมายนัก โดยเฉพาะภาวะของความยากลำบากและความน่าวสะพรึงกลัวที่กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับจากการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า อาจกล่าวได้ว่า การกระทำของนางลอราบุชนอกจากจะเป็นไปเพื่อเยี่ยมเยือนและให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแล้ว ยังเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ตัวเธอเองอาจไม่รู้ตัวไปเสียด้วยซ้ำว่า เป็นยกระดับให้ปัญหาของความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ถอยห่างและมีความแตกต่างจากปัญหาของประชาธิปไตย เมื่อถูกสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในแง่มุมเฉพาะเจาะจงมากกว่าเรื่องเดิมที่สนใจแต่เพียงเรื่องการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซานซูจีเท่านั้น
ท้ายที่สุด แม้ว่าการเดินทางเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีสหรัฐและภริยาในครั้งนี้ เราอาจไม่สามารถคาดคะเนประโยชน์ในระยะยาวได้ หากแต่ประโยชน์อันใกล้ก็บังเกิดขึ้นนั่นคือ การสร้างประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ ทั้งในแง่มุมของการตอกย้ำให้ปัญหาประชาธิปไตยกลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติและรอคอยการแก้ไข นอกจากนั้น การเป็นการดึงและขีดเส้นแบ่งให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น ระหว่างความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์และปัญหาของกระบวนการเป็นประชาธิปไตยออกจากกัน แต่ก็ใช่ว่า การมองสองสิ่งนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว นั่นก็เนื่องด้วยเหตุผลประการสำคัญว่า หากพม่ามีความเป็นปะชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ก็มีแนวโน้มว่ามีโอกาสที่จะแก้ไขมากขึ้นตามไปด้วย เพราะรัฐบาลพลเรือนอาจจะไม่ใส่ใจหรือใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติเพื่อปกครองประเทศและครองอำนาจมากมายเท่ากับรัฐบาลเผด็จการทหารในปัจจุบัน

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เศรษฐกิจการเมืองพม่า ว่าด้วยมายาคติของผลประโยชน์แห่งชาติ

โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มติชน วัน อังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การดำรงอยู่ในสถานะของผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแข็งแกร่งของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในนามของเอสพีดีซี (SPDC) นั้น มิได้เป็นผลมาจากการใช้กำลังอำนาจในการควบคุมหรือทำลายประชาชนผู้เห็นต่างในทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ดังเช่นเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นพระสงฆ์เมื่อปี พ.ศ.2550


ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยประการสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ดำรงอยู่ในการเมืองพม่านั้นเป็นเพราะการมีระบบเศรษฐกิจที่สามารถนำมาค้ำจุนระบอบเผด็จการทหารได้


อีกนัยหนึ่ง หากรัฐบาลสามารถหาแหล่งรายได้มาค้ำจุนรายจ่ายของรัฐหรือรายจ่ายตามความต้องการของกองทัพได้แล้ว แรงกดดันต่างๆ จากนานาชาติ เช่นการคว่ำบาตรทางด้านเศรษฐกิจต่อพม่านั้น ก็หาได้ทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมระคายเคืองไม่


มิหนำซ้ำ การอุดช่องว่างเรื่องจุดอ่อนของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจได้ กลับยิ่งทำให้ระบบทหารมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปนับทวีคูณ


การแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ว่าด้วยเรื่องการลดช่องว่างหรือลดจุดอ่อนในด้านการรับมือกับความกดดันทางด้านเศรษฐกิจจากนานาชาติต่อพม่านั้น อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลทหารพม่าสามารถอ่านเกมส์การเมืองระหว่างประเทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งยังสามารถแสดงปฏิกิริยาต่อความพยายามดังกล่าวได้ทันท่วงที


กล่าวคือรัฐบาลทหารพม่าสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพม่าให้กลายเป็นเสาหลักที่สามารถคอยค้ำจุนให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป


หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ


กระบวนการกลายเป็นประชาธิปไตยในพม่าที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นั้น ก็เกิดจากความโชคร้ายของประชาชนชาวพม่า ที่รัฐบาลทหารสามารถค้นพบทรัพยากรทางธรรมชาติได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อค้นพบทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ได้แล้ว ยังสามารถแปลงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการใช้เป็นเกมส์หลอกล่อนักลงทุนจากต่างชาติหรือประเทศเพื่อนบ้านให้มาปฏิบัติตามความต้องการของรัฐบาลทหารพม่า แม้กระทั่ง กระบวนการทำให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นเกราะป้องกันระบอบเผด็จการอำนาจนิยมได้อีกชั้นหนึ่ง กล่าวได้ว่า ทั้งทรัพยากรและประเทศเพื่อนบ้านจึงมิได้ต่างอะไรเลยกับไพ่ที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ต่อรองในเกมส์การเมืองระหว่างประเทศนั่นเอง


ในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มมีคุณูปการต่อระบอบเผด็จการอำนาจนิยมมีอยู่ในหลายลักษณะ แต่ที่สำคัญมีสามจำพวก นั่นคือ พลังงานน้ำ แร่ธาตุ และแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติ


กล่าวคือ


ในเรื่องของพลังงานน้ำ จะพบว่า เอกชนและหน่วยงานของไทยกับพม่ากำลังร่วมกันก่อสร้างเขื่อนหุตจี (Hutgyi) ในรัฐกะเหรี่ยง (Kayin) กับเขื่อนท่าสาง (Tasang) ในรัฐฉาน (Shan) ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นลำน้ำสาละวิน (Thanlwin) ทั้งสองแห่ง เขื่อนหุตจีมีมูลค่าก่อสร้าง 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างกรมก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพม่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัทซิโนไฮ (Sinhydro Corp) จากจีน


ในเรื่องของอัญมณีจะพบว่ารัฐบาลทหารพม่าสามารถหารายได้จากการค้าขาย อัญมณี ไข่มุก และหยก โดยในเดือนมีนาคม พ.ศ.2551 พม่าได้เปิดประมูลอัญมณีทั้งสิ้นกว่า 7,700 ชิ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอินเดียเป็นจำนวนเงินกว่า 153 ล้านดอลลาร์ และลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญในการเข้าไปประมูลในแต่ละครั้งก็คือกลุ่มลูกค้าจากไทยและจีน


และแหล่งทำเงินสำคัญในประการสุดท้ายนั่นก็คือ ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะพบว่า จีนและอินเดียได้กลายเป็นพ่อบุญทุ่มในการเข้าไปตะลุยกวาดเอาทรัพยากรเหล่านี้มาจากประเทศพม่า


อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจีนจะมีความโดดเด่นมากกว่า


โดยสถานการณ์ล่าสุดนั้น บรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (China National Petroleum Corp) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทปิโตรไชน่า (PetroChina) ได้ลงนามความตกลงฉบับหนึ่ง กับทางการมณฑลหยุนหนัน เพื่อก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อรองรับแผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบความยาวเกือบ 1,500 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียผ่านพม่า


นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันและก๊าซของจีนยังมีแผนก่อสร้างระบบท่อคล้ายๆ กันนี้ เพื่อส่งก๊าซที่ซื้อจากแหล่งอ่าวเบงกอลในพม่าไปยังมณฑลหยุนหนันเช่นเดียวกัน


อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กลายเป็นคู่ค้าด้วยเช่นเดียวกัน นั่นคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย หรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ยังเป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในพม่าซึ่งมีมูลค่าถึงปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์


กระบวนการแปลงทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุนที่ผู้เขียนได้หยิบยกเอามาเป็นตัวอย่างในข้างต้นนั้น ไม่สามารถเป็นกระบวนการที่บรรลุผลได้ หากเป็นการค้นพบซึ่งขาดลูกค้า อันได้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ อาทิ จีน อินเดีย และไทย ซึ่งได้กลายเป็นสายพานในการผลิตเงินเพื่อนำรายได้เข้าไปสู่ประเทศพม่า


โดยหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า หากรัฐบาลนำรายได้เหล่านั้นเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนก็จะเป็นผลดี


ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพม่าก็คือ รายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น กลับถูกวางกระจุกตัวอยู่ในแต่แวดวงของผู้นำทางทหารและข้าราชการระดับสูงเท่านั้น


ข้อมูลหลากหลายประการที่เล็ดลอดออกสู่สาธารณชน จึงล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมั่งมีของคณะรัฐบาลทหารและมิได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแต่ประการใด อาทิ ในสถานการณ์ที่ประชาชนชาวพม่ากำลังประสบภัยจากพายุนาร์กีสนั้น นักวิเคราะห์กล่าวว่าบรรดานายพลในคณะปกครองทหารพม่าพากันนั่งอยู่บนความร่ำรวยมหาศาลแต่ควักออกมาเพียง 4 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลือประชาชนนับล้านคน


นอกจากนั้นเหล่านายพลผู้นำระดับสูงของพม่ายังใช้เงินทองมากมายในการย้ายเมืองหลวงและใช้เวลาเพียงข้ามปีเนรมิตเมืองเนย์ปิดอ (Naypyidaw) ขึ้นมาใหม่จากสภาพเดิมที่เป็นเพียงป่าละเมาะในเขตป่าเขาทางภาคกลางของประเทศ แล้วขนานนามเป็น ราชธานีแห่งมหากษัตริยาธิราช


งานแต่งของธิดาผู้นำสูงสุดพม่าเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งจัดขึ้นในคฤหาสน์หลังใหญ่ มีการเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองแบบหรูหรา ล้วนเป็นพยานแวดล้อมที่ช่วยบ่งชี้ให้เห็นความร่ำรวยของผู้คนในวงการนำของประเทศและทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้นำชั้นบนสุดของประเทศ


ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนกลับมามองตัวเลขต่อนโยบายที่สำคัญของประเทศหลังจากทหารผูกขาดการปกครองมาเป็นเวลา 45 ปี คณะปกครองทหารพม่าใช้งบประมาณเพียง 0.3% ของจีดีพีเพื่อการสาธารณสุข กับ 1.3% เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลจากสหประชาชาติ


กระบวนการสืบสาวต้นตอไปยังแหล่งทำเงินของรัฐบาลทหารพม่าซึ่งเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น สามารถทำให้เราเห็นได้ว่า การนำทรัพยกรธรรมชาติของประเทศมาใช้ สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลทหารได้ในสองมิติใหญ่ นั่นคือ ในระดับของการเมืองภายในประเทศ การมีรายได้ที่เพียงพอยังสามารถทำให้รัฐบาลทหารใช้เป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือในการใช้จ่ายให้พวกพ้องของกองทัพภักดีและสนับสนุน เพื่อทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมดำเนินต่อไปได้


ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารพม่าสามารถดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นเกราะคุ้มกันจากนานาประเทศที่ใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจกดดันรัฐบาลทหาร ซึ่งก็มิได้ทำให้รัฐบาลทหารได้รับผลกระทบกระเทือนแต่ประการใด เนื่องด้วยประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น พร้อมที่จะมองเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศตนเองในการค้าขายกับพม่ามากกว่าเรื่องการเป็นประชาธิปไตยของประเทศอื่นเป็นแน่


โดยยังมิพักต้องไปเอ่ยถึงประโยชน์ในการร่วมมือกับพม่าในยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ เฉพาะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวก็กลายเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยเพียงพอแล้ว


เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าในอนาคต การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งจากประชาคมระหว่างประเทศ และขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยข้ามชาติ โจทย์ใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เมื่อรัฐบาลทหารพม่าทำให้การเมืองและทุนกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ และยิ่งนับวันก็ยิ่งความแนบแน่นเป็นพิเศษ การสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อแบ่งแยกทุนออกจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ


โดยหากกล่าวในเชิงของเศรษฐศาสตร์การเมือง กรณีของสหภาพพม่านั้น กระบวนการดึงดูดทุนจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมารองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือที่เราเรียกกันอีกแบบหนึ่งว่าทุนนิยมเผด็จการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ที่เชิญชวนและคอยให้ผลตอบแทนต่อกลุ่มทุนที่มาลงทุน


อย่างไรก็ตาม ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย อินเดีย และจีน อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัยเดียว แต่สิ่งที่ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นก็คือว่า การเข้ามาของทุนเหล่านั้น มีปัจจัยชักนำมาจากความเชื่อเรื่อง ผลประโยชน์แห่งชาติ จึงทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาลงทุนหรือทำประโยชน์กับรัฐบาลพม่าแบบหลับตาข้างเดียว


พูดให้ง่ายก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับคนพม่าก็ช่างขอให้ประโยชน์เป็นของประเทศตัวเองเป็นพอ


กระบวนทัศน์หรือวิธีคิดเช่นนี้จึงเป็น ลักษณะพิเศษ อีกแบบหนึ่งที่เป็น เศรษฐศาสตร์แบบพิเศษ ที่ กลุ่มคนพิเศษ ดังเช่นรัฐบาลทหารพม่าและบรรดาเหล่ารัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น จะสามารถกระทำได้ อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากแต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ก็ยิ่งสามารถทำให้ทุนที่พยายามจะถูกผูกโยงว่าผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่เข้าไปลงทุนมิได้เป็นสิ่งที่จะเกิดกับบริษัทเท่านั้น แต่กำไรที่จะเกิดขึ้นย่อมเป็นกำไรของชาติด้วยเช่นเดียวกัน


มายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเช่นนี้จึงกลายเป็นภาพลักษณ์พิเศษที่ผู้นำรัฐบาลทหารพม่านำมาหลอกล่อต่อรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน และรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านก็ได้นำมายาคติชุดนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนในประเทศตัวเองให้รับรู้อีกชั้นหนึ่งว่า การไปลงทุนในพม่าเพื่อประโยชน์ของชาติ


หรือบางประเทศอาจจะใช้คำเจรจาที่หวานซึ้งกว่านั้น เช่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ดังกรณีของประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือกำไรก็อาจเป็นเพียงนายทุนเพียงบางส่วนซึ่งอาจถือเป็นชนส่วนน้อยก็ได้


กระบวนการสลายการกระชับแน่นระหว่างทุนกับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น การทำลายมายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ จึงกลายมาเป็นจุดตัดที่สำคัญ


นั่นคือ หากต้องการทำลายทุนนิยมเผด็จการ การมองมุมกลับด้วยวิธีคิดว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเสียใหม่จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งเร้าและเร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นการด่วน โดยผ่านวิธีการตั้งคำถามกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าในขั้นพื้นฐานที่สุดว่า


เงินจากทรัพยากรธรรมชาติที่แลกมาด้วยการฆ่าล้างมนุษยชาตินั้นคุ้มค่าหรือไม่?


ท้ายที่สุด ผลประโยชน์แห่งชาติจึงเป็นเพียงม่านน้ำในช่วงเวลาลมพัดปลิว มิได้มีความคงทนแน่นอนหรือจริงแท้แต่อย่างใด


หากแต่รัฐบาลของประเทศที่รายล้อมประเทศพม่าต่างหากที่ยอมรับอย่างเชื่อมั่น กระทั่งพยายามผ่องถ่ายความเชื่อเช่นนี้ลงสู่ผู้ถูกปกครองและพยายามชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติคือสิ่งที่มีอยู่จริง


การริเริ่มมองสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ต่างหากที่กลายมาเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ที่ผู้นำรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านของพม่าต้องเริ่มใส่ใจและเรียนรู้

หน้า 6

กองทัพไทยกับปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม "การทูตสีเขียว" ในความสัมพันธ์ไทย-พม่า


โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)จากหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11113

ภัยพิบัติจากพายุนาร์กีสที่เข้าถล่มที่ราบลุ่มอิรวดีนั้น หากกล่าวในแง่มุมทางด้านการเมืองและความมั่นคง ยังสามารถศึกษาหรือวิเคราะห์ให้เห็นถึงนัยยะสำคัญทางด้านการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศได้ในหลายประเด็นด้วยเช่นกัน

โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยซึ่งในช่วงระยะเวลาของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่านั้นอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางกันเลยทีเดียว

นั่นย่อมหมายความว่า สังคมไทยโดยส่วนใหญ่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนจนกระทั่งผู้นำรัฐบาลก็จะมีส่วนช่วยผู้ประสบภัยด้วยกันทั้งนั้น เช่น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก รวบรวมสิ่งของและส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฝั่งประเทศพม่า

นอกจากนั้น ในแง่ของขบวนการทางสังคม ก็ยังมีการจัดตั้งเครือข่าย คณะทำงานกลุ่มเพื่อนเชียงใหม่เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัยนาร์กีส โดยมีการจัดงานเพื่อระดมทุนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่านั้น ในระดับของประชาชนแล้วมีความแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้นและสามารถทำให้อคติทางชาติพันธุ์หรือศัตรูในทางประวัติศาสตร์ได้รับการลบเลือนไปบ้างไม่มากก็น้อย

อาจกล่าวได้ว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีสกลายเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ได้ทำให้การทูตภาคประชาชนระหว่างคนไทยกับพม่านั้น มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อพิจารณาในระดับรัฐบาลแล้ว กลับพบว่ามีปัญหาบางประการที่ต้องอาศัยการทบทวน โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำประเทศ ซึ่งการกระทำบางอย่างอาจถูกตีความว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ จนทำให้บางช่วงเวลาของให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกลับทำให้บทบาทของไทยกลายเป็นตัวตลกไปโดยปริยาย

กล่าวคือ ประเทศไทยได้รับการประสานงานให้เป็นตัวกลางในการไปเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อให้นานาชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วยคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับทางรัฐบาลทหารพม่านั้น เป็นไปอย่างใกล้ชิด ผู้นำไทยอาจใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวโน้มน้าวให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ายินยอมทำตามความต้องการของนานาชาติได้

แม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ในระดับหนึ่งคือการเดินทางไปพบปะกัน นายกรัฐมนตรีพม่า พล.ต.เต็งเส่ง และได้ไปเยี่ยมศูนย์นอร์ธ ตะกง ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งหนึ่งเพื่อดูว่าสิ่งของพระราชทานนั้นได้ส่งถึงมือของผู้ประสบภัยหรือไม่

กระนั้น ข้อมูลที่แสดงออกถึงความผิดพลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาสู่สาธารณชนนั่นคือ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมประกาศเลิกแผนการเดินทางไปพม่าอย่างกะทันหัน หลังจากรัฐบาลทหารพม่าประกาศไม่รับเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเข้าไปปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยโดยบอกแต่เพียงว่า "ไม่พร้อม"

โดยสำนักข่าวเอเอฟพีได้อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยผู้หนึ่งซึ่งระบุว่า พล.อ.เต็งเส่ง (Thein Sein) นายกฯพม่าไม่พร้อมที่ไปพบกับนายกรัฐมนตรีของไทยที่เมืองหลวงใหม่ เนย์ปีดอ เนื่องจากกำลังออกเยี่ยมเยือนประชาชนที่ประสบภัยในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

การปฏิเสธของทางการพม่าในข้างต้นนั้น อาจทำให้พลอยเข้าใจไปว่า ท่าทีของผู้นำไทยเสมือนหนึ่งต้องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำพม่าในการเข้าไปเจรจา

คำถามจึงเกิดขึ้นว่าผู้นำของประเทศไทยจะสามารถใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเพื่อเจรจากับทางการพม่าได้จริงหรือไม่

หรืออันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเป็นการคิดไปเองแต่ฝ่ายเดียวของผู้นำไทย

และหากพิจารณาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพม่านั้น ก็จะพบว่า โดยส่วนใหญ่ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนั้น มิได้เกิดขึ้นกับผู้นำไทยทุกคน หากแต่ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้นำไทยและผู้นำพม่าในยุคสมัยนั้นมีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อนกันด้วย

ดังนั้น การหลงงมงายว่าการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำไทยกับพม่าในทุกประเด็นและในทุกรัฐบาลของไทยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้น้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ

หากย้อนมาดูการปฏิเสธการเยือนพม่าของนายกฯสมัครอีกครั้งจะพบว่า อันที่จริง พม่าไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเยือนและสามารถหาทางออกอื่นรองรับได้ ถ้าเป็นเพื่อนซี้กันจริง แต่หากมองในแง่ดี ก็อาจกล่าวได้ว่านายกฯสมัครยังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่รัฐบาลทหารพม่าจะยอมรับเป็นพรรคพวก เหมือนดังเช่นผู้นำรัฐบาลไทยในอดีต

จากความไม่จีรังยั่งยืนจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามในอนาคตว่า จะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ไทยพม่าในอนาคต หากต้องใช้กรณีศึกษา จากการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสเป็นบทเรียน?

ผู้เขียนอยากชี้ชวนให้เห็นว่า บทบาทของกองทัพไทยกลายเป็นจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจของทหารที่ไม่ใช่การสงคราม ซึ่งในกรณีของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสนั้น จะพบว่ากองทัพและทหารไทยมีบทบาทที่โดดเด่น เช่น การเป็นตัวกลางของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในการเดินทางเข้าไปช่วยเจรจาให้ทางการพม่ารับความช่วยเหลือจากนานาชาติ

นอกจากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อีกเช่นกันได้มอบหมายให้ กรมยุทธการทหาร เชิญผู้แทนหน่วยขึ้นตรง และ พลจัตวา ขิ่น หม่อง โซ ผู้ช่วยทูตทหารสหภาพพม่าประจำกรุงเทพฯ ร่วมประชุมวางแผนและดำเนินการ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่สหภาพพม่าในเบื้องต้น 6 พฤษภาคม 2551 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้อนุมัติงบประมาณ ในการจัดหาสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการเร่งด่วน และรับบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน โดย ฯพณฯ นาย อู เย วิน เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบ ณ สนามบินทหารกองบิน 6

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบหมายให้ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งผู้แทนกองทัพไทย ทั้งสิ้นจำนวน 24 นาย นำสิ่งของทั้งที่จัดซื้อและรับบริจาค รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,029,758 บาท ไปส่งให้แก่สหภาพพม่า ณ ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง โดย พลโท มิน ส่วย หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการพิเศษที่ 5 เป็นผู้แทนรัฐบาลสหภาพพม่า ให้การต้อนรับ และรับมอบสิ่งของ 8 พฤษภาคม 2551

กองทัพไทยจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าของกองทัพไทย" ขึ้น มีที่ตั้ง ณ บริเวณอาคาร 6 ชั้น 1 กรมกิจการพลเรือนทหาร โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นเลขาผู้อำนวยการศูนย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ทั้งยังเปิดช่องทางในการรับบริจาค

บทบาทที่โดดเด่นของกองทัพเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางการเมืองระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "การทูตสีเขียว" อันเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเครื่องแบบทหารที่มีสีเขียวเป็นพื้นสีหลัก

ในอีกด้านหนึ่ง นัยยะประการสำคัญของกองทัพและการทูตสีเขียวนั้น หากนำเอาไปเทียบเคียงกับความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำของไทยและพม่าแล้วจะพบว่า การใช้กลไกการทูตสีเขียวสามารถพัฒนาให้กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์กับพม่าได้มากกว่ากลไกที่มีอยู่เดิม เนื่องด้วยเหตุผลคือ

ประการแรก - เนื่องจากระบอบการปกครองที่มีรัฐบาลทหารเป็นผู้นำของพม่า ทำให้การกำหนดนโยบายต่างประเทศ กองทัพและทหารก็กลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทครอบงำด้วยเช่นกัน หากไทยใช้ทหารเป็นกลไกทางการทูตสีเขียวที่เหมาะสมแล้ว จะสามารถทำให้รัฐบาลทหารพม่า "สะดวกใจมากขึ้นในการเจรจาในด้านต่างๆ กับทหารด้วยกันเอง แม้ว่าในปัจจุบัน ปัญหาการกระทบกระทั่งในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยพม่า ยังมีอยู่บ้าง อาทิ ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสัญญาณที่ดีในด้านอื่น เช่น การมีนโยบายหมู่บ้านคู่แฝดตามแนวชายแดน การร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างทหารตามแนวชายแดน เป็นต้น

ประการที่สอง การเพิ่มกลไกด้านการทูตสีเขียวนั้น ยังสามารถทำให้ภาพของผลประโยชน์ทับซ้อนของบรรดาเหล่าผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเหนือความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ จนทำให้ในบางครั้งประชาชนก็ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผู้นำกันแน่ กลายเป็นสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้มากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่มีความคงทนมากกว่า เพราะในลักษณะของกองทัพแล้วย่อมมีการปฏิบัติภารกิจที่ต่อเนื่องมากกว่าตัวผู้นำประเทศ

ประการที่สาม เนื่องด้วยปัญหาประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ากลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติ ในหลายกรณีรัฐบาลและผู้นำไทย ถูกวิจารณ์ว่า วางตัวไม่เหมาะสมหรือแม้กระทั่งในรัฐบาลบางสมัยถูกวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกลายเป็นโฆษกของรัฐบาลทหารพม่าเสียเอง ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่สามารถที่จะกล่าวโทษนโยบายต่างประเทศของไทยได้เสียทั้งหมด

เพราะต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่า ท่าทีของรัฐบาลในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถย้ายบ้านหรือประเทศหนีได้

ดังนั้น หากมีการติดต่อกันในระดับของกองทัพมากยิ่งแล้ว บทบาทของการทูตสีเขียวยังสามารถกลายเป็นกลไกที่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถวางท่าทีในประเด็นปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ชัดมากขึ้น เช่น การแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารพม่า โดยไม่ต้องไปแสดงความเกรงกลัวอย่างหวาดผวาว่าท่าทีของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศจะไปทำลายความสัมพันธ์ไทยพม่าหรือไม่

เพราะอย่างน้อยที่สุดกลไกของกองทัพก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำรองทางด้านการทูตไปแล้ว

ในอนาคตอันใกล้นี้ กระบวนการอันหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการทูตสีเขียวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนั่นก็คือ กองทัพไทยสามารถใช้ประสบการณ์จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีส มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างการฝึกร่วมระหว่างกองทัพไทยและกองทัพพม่า ในเรื่องของ "การฝึกช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ"

อาจกล่าวได้ว่า สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้นั่นก็คือ การขาดความรู้เรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยความรู้ด้านนี้กองทัพไทยมีความรู้ในระดับที่ดีมากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกร่วมด้านนี้ยังสามารถทำให้เกิดความร่วมมือในประเด็นเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลดความหวาดระแวง ซึ่งประโยชน์จากการฝึกร่วมนี้สามารถเห็นประโยชน์ได้จากการฝึกร่วมกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอดีตไม่เคยมีมาก่อนแต่เมื่อเกิดการฝึกร่วมแล้วก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เช่น การฝึกร่วมในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพจีน เป็นต้น

แม้ว่าจะไม่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกกรณีก็ตามหากแต่เงื่อนไขด้านความมั่นคงของการฝึกร่วมระหว่างไทยพม่าในเรื่องปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า

กล่าวโดยสรุป การทูตสีเขียวจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้กลไกของกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการรักษาความมั่นคงแห่งรัฐหรือกลไกของรัฐในการใช้ความรุนแรง กระนั้น หากมีการใช้กลไกดังกล่าวให้เอื้ออำนวยต่อสันติภาพและมนุษยธรรมแล้ว

การทูตสีเขียวก็มีคุณูปการและสามารถกลายเป็นส่วนประกอบและส่งเสริมการทูตภาคประชาชนได้เช่นเดียวกัน

หน้า 7

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มหาอำนาจกับความช่วยเหลือมนุษยธรรม บทเรียนจากพายุนาร์กีสในพม่า

มหาอำนาจกับความช่วยเหลือมนุษยธรรม บทเรียนจากพายุนาร์กีสในพม่าโดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มประเทศพม่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีกว่า 5,000 กิโลเมตร ถูกน้ำท่วมอย่างหนักนั่นย่อมหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตย่อมมีมากขึ้นไปตามความเสียหาย จนขณะนี้ตัวเลขผู้ประสบภัยยังไม่หยุดนิ่งแต่หากพิจารณาตัวเลขจากทั้งจากสหประชาชาติและจากทางการพม่านั้นประมาณการกันว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตไปเกินกว่าหนึ่งแสนรายและสูญหายไปประมาณ 30,000-50,000 คนมหันตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสามารถป้องกันได้หากทางการพม่าให้ความสนใจกับพิบัติตามธรรมชาติมากกว่าการให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การประกาศเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของไซโคลนนาร์กีสนี้ทางการอินเดียได้เคยประกาศเตือนล่วงหน้ายังทางการพม่าด้วยแล้วเช่นกันแต่สิ่งที่ตอบรับกลับมานั่นคือ "การเพิกเฉย" นอกจากนั้น ภาวะของการไม่เดือดเนื้อร้อนใจของรัฐบาลยังเป็นอาการเรื้อรังไปยังเหตุการณ์ภายหลังจากที่ประชาชนประสบกับหายนะแล้วนั่นคือ การไม่เร่งรัดให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศนำภาพความเสียหายออกมาเผยแพร่ เช่น ภาพศพเน่าเปื่อยที่อยู่ในบริเวณท้องนา จนทำให้นานาประเทศของออกมากดดันรัฐบาลทหารให้เร่งรัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการด่วนซึ่งงานนี้ผู้นำของประเทศไทยเองก็กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในความพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประภัยด้วยเช่นกันกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยนั้น แม้ว่าจะกลายเป็นสิ่งผูกขาดอำนาจเหนือดินแดน หากแต่เมื่อเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากเกิดขึ้นใน "ดินแดนอื่น" สิ่งที่เรียกกันว่ามนุษยธรรมย่อมก้าวผ่านข้ามดินแดนได้เสมอเช่นกันประเด็นที่น่าสนใจคือ การพยายามนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในดินแดนที่ไม่มีประชาธิปไตยอย่างเช่นพม่านั้น กลายเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าต้องขบคิดและทำการศึกษาเนื่องจากว่า ประเทศเหล่านี้มักจะมีความระมัดระวังเนื้อระวังตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลัวการถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ อาทิเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของสหภาพพม่าที่ปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่จากองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเด็ดขาดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตก (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ที่มีปัญหากินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอดโดยเฉพาะการกดดันเรื่องประชาธิปไตยและการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจีหากพูดอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุดนั่นก็คือ พม่าเองกลัวว่าชาติตะวันตกเหล่านี้จะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงเรื่องกิจการภายในของประเทศของตัวเองโดยใช้เรื่องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเหตุรองรับความชอบธรรมโดยพื้นฐานแล้วสังคมระหว่างประเทศนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นขาดความชอบธรรมเพียงใดในการเข้ามาครอบงำการเมืองนับตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจโดยนายพลเนวินตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมาฉะนั้นความหวาดกลัวของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารก็ย่อมมีเป็นธรรมดาซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ยิ่งไปกว่านั้น หากกล่าวให้ถึงที่สุด การกระทำของรัฐบาลทหารที่ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือประชาชนก็เป็นภาพที่กลับกลายมาย้อนตอกย้ำภาพของการเป็นเผด็จการของตนเองอีกคำรบหนึ่งนั่นเองแต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถเพิกเฉยให้เหตุการณ์การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านเลยไปนั่นก็คือ ท่าทีของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเองด้วยหรือไม่ ที่กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีการกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการโยนบาปให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งใดบ้างที่เป็นบทเรียนและควรนำมาปรับปรุงหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าพัดถล่มพม่านั้น จะเห็นได้ว่าท่าทีของประเทศต่างๆ นั้นมีเช่นเดียวกันนั่นคือต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไรก็ตาม ภายใต้ความพยายามให้ความช่วยเหลือนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความแตกต่างกันเป็นส่วนย่อยซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่มประเทศ กล่าวคือกลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการให้ความช่วยเหลือพม่าและไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองภายในของพม่าในระหว่างที่อยู่ในช่วงของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ได้รับโอกาสให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ในระดับหนึ่งอาทิ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รัฐบาลรัสเซีย ได้ส่งทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยทีมที่สองเพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุนาร์กีสในพม่า โดยเครื่องบินขนส่งสินค้าซึ่งบรรทุกเต๊นท์ที่พัก ผ้าห่ม ยารักษาโรครวมทั้งอาหาร โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งทีมช่วยเหลือชุดแรกไปยังพม่าเมื่อวันศุกร์ ซึ่งประกอบด้วยเต๊นท์ที่พักและผ้าห่มรวมน้ำหนักกว่า 30 ตันอย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือจากรัสเซียต่อพม่านั้น อาจมีข้อโต้แย้งว่า สาเหตุที่รัฐบาลทหารพม่าอนุญาตให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลือพม่านั้น เพราะรัสเซียถือหางฝ่ายพม่าและไม่เคยวิพากษ์เรื่องประชาธิปไตยในพม่าเลย ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงบังเกิดในแนวทางเดียวกัน หากมองอีกตัวอย่างหนึ่งให้ลึกลงไปอีกโดยเฉพาะในกรณีของ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นประเทศตะวันตกและสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น จากรายงานของหน่วยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยแรก ได้ไปถึงพื้นที่ประสบภัยแล้วเมื่อวันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2551 เพื่อประเมินสถานการณ์และตั้งทีมช่วยเหลือแก่เหยื่อพายุ นอกจากนั้น รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรการกุศลต่างๆ รวมทั้งสภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 1.3 ล้านสวิสฟรังก์ หรือประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประชาธิปไตยอยู่ก็จริง แต่เมื่อประสบกับเหตุฉุกเฉินเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแล้ว ดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องรองลงมาจากความเดือดร้อนของผู้คนกลุ่มที่สอง เป็นประเทศที่มีความต้องการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและมีความพยายามวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองควบคู่กันไปด้วยแต่ปัญหาที่ตามมานั่นก็คือรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากประเทศเหล่านี้ตัวอย่างที่ชัดเจนนั่นก็คือ กรณีของมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาเช่น ในช่วงเวลาที่มีความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่นั้น วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศยืดอายุการคว่ำบาตรพม่าออกไปอีก 1 ปีในแถลงการณ์ ที่ออกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันเดียวกัน โดยระบุว่า ยังคงปราบปรามฝ่ายค้านและมีการกระทำเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐนอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงต่อไปอีกว่า การต่ออายุคว่ำบาตรมีขึ้นก่อนที่ฉบับปัจจุบันจะครบกำหนดลงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 นี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเห็นว่าระบอบทหารในพม่ายังคง "มีการกระทำปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในพม่า" และดำเนินนโยบายอื่นๆ ที่ "เป็นภัยข่มขู่อันใหญ่หลวงและอย่างไม่ปกติ" ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ "ด้วยเหตุผลนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องส่งความช่วยเหลือ (มนุษยธรรม) ต่อไป ขณะที่ต้องเร่งการคว่ำบาตรต่อทางการพม่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อภัยข่มขู่คุกคาม"ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารพม่ายิ่งแข็งขืนต่อแรงกดดันจากนานาประเทศให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความไม่ไว้วางใจเดิมที่มีต่อสหรัฐว่าจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง โดยจะใช้ประเด็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นข้ออ้างเริ่มส่อเค้าว่าเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันประกอบกับท่าทีอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลทหารพม่าอาจตีความได้ว่า รัฐบาลสหรัฐมีวาระซ่อนเร้นในการให้ความช่วยเหลือ เช่น การส่งเรือซึ่งบรรทุกอาหารและเครื่องอุปโภคเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวพม่า จอดลอยลำอยู่ในน้ำสากลอย่างไรก็ตาม เรือดังกล่าวนั้น กลับประกอบไปด้วยกองเรือรบหลัก ถึงสี่ลำ นั่นคือ เรือรบเอ็สเส็ก (USS Essex) เรือฮาร์เปอร์สเฟอร์รี (Harpers Ferry), เรือจูโน (Juneau) กับเรือพิฆาตมิสติน (Mustin) และยังมีเรือสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายลำยิ่งไปกว่านั้นเรือรบเอ็สเส็กนั้นเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกอีกด้วย นอกจากเรือรบแล้ว ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีก 12 ลำ เรือยกพลขึ้นบก (Landing Craft) รวมทั้งนาวิกโยธิน ที่สหรัฐเสนอเพื่อเข้าไปช่วยในการแจกจ่ายความช่วยเหลือต่างๆ แก่เหยื่อพายุอย่างไรก็ตาม พม่าก็ยังแข็งขืนปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ทหารอเมริกันต้องถอยกองกำลังของตนเองออกไปกระนั้น สิ่งที่ต้องพึงสังเกตก็คือ กองกำลังทหารเรือรบมากมายขนาดนี้ แม้ว่าจะมาพร้อมด้วยความปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจโลกทรรศน์ของผู้นำพม่าได้ว่า คงไม่เชื่อใจสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนเพราะกองเรือให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมก็อาจกลายเป็นกองกำลังล้มรัฐบาลเผด็จการทหารได้ในพริบตาหากมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงภารกิจในทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นคู่ประเทศที่วิจารณ์และแสดงตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลทหารอย่างชัดเจนเช่นนี้จากการยกตัวอย่างเปรียบเทียบท่าทีของประเทศที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับประเทศที่ถูกปิดกั้นโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น สองประเด็นหลักที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประสบการณ์และควรให้เป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษนั่นคือ ประการแรก หากเกิด "ช่องว่าง" ระหว่างประชาธิปไตยกับมนุษยธรรมจะทำอย่างไรกล่าวคือ แน่นอนว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นของที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากต้องการสร้างความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในเขตประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการเรื่องการเมือง อาจเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้พูดทีหลังหรือไม่นอกจากนี้ ประเด็นที่สอง ที่มีผลต่อเนื่องมาจากประเด็นแรกนั่นก็คือนโยบายและท่าทีสนับสนุนประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ก็จริง แต่ลักษณะและการแสดงออกว่ามีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมปราศจากความต้องการกดดันทางการเมือง ก็กลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญอันใหม่ที่ประเทศมหาอำนาจต้องเรียนรู้และทบทวนหากต้องการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ถึงมือของผู้ประสบภัยอย่างจริงจังสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของสาเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างล่าช้าโดยเฉพาะการไม่ใส่ใจต่อประชาชนของตัวเองของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าโดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตต่อไปประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถสร้างเป็นประสบการณ์ในการเข้าไปให้ความช่วยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่การเมืองและเสรีภาพยังคงถูกปิดกั้น หากเรายังต้องการเชื่อว่าฐานะหรือคุณค่าของความเป็นมนุษย์สามารถอยู่เหนือพรมแดนและอำนาจอธิปไตยของรัฐได้ต่อไปหน้า 7