วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

พม่ากับประชาธิปไตย: ว่าด้วยการกระทำเชิงสัญลักษณ์จาก จอร์จบุชและภริยา


ส่วนหนึ่งของการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ว่า
“เราแสวงหาการสิ้นสุดของทรราชในพม่า วิถีอันทรงเกียรตินี้มีผู้อุทิศตนอย่างสำคัญอยู่หลายคน ข้าพเจ้าบังเอิญได้แต่งงานกับหนึ่งในจำนวนนั้น วันนี้ ลอรากำลังเดินทางไปยังชายแดนไทยพม่า ที่ซึ่งจะได้เยี่ยมเยือนค่ายลี้ภัยและคลีนิคแพทย์ที่นั่น อเมริกาขอย้ำข้อเรียกร้องของเราต่อรัฐบาลทหารพม่าให้ปลดปล่อย อองซาน ซู จี และนักโทษการเมืองทั้งหลายและเราจะยังคงดำเนินการเนื่องนี้จนกว่าประชาชนในพม่าจะมีเสรีภาพอย่างที่ควรจะได้รับ”
โดยเป็นคำกล่าวเนื่องในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 175 ปี อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านส่วนหนึ่งของคำกล่าวของสุนทรพจน์นี้อย่างถี่ถ้วน การเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักของการเดินทางในครั้งนี้จึงมิได้มีเป้าประสงค์เดียวเป็นแน่ หากแต่นัยยะสำคัญที่สะท้อนออกมาจากคำกล่าวในข้างต้นก็คือ สถานการณ์การเมืองในพม่าก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของผู้นำสหรัฐในการเยือนไทยครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น อาการที่หลากหลายของผู้นำสหรัฐและภริยาที่กระทำเกี่ยวกับปัญหาในพม่าก็ทำให้เกิดภาพชุดหนึ่งขึ้นมาว่า การเยือนประเทศไทย ณ กรุงเทพในครั้งนี้สั่นสะเทือนถึงเมืองเนปิดอร์ ของสหภาพพม่ากันเลยทีเดียว เนื่องด้วยประเด็นที่ประธานาธิบดีสหรัฐและภริยาไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้นล้วนเป็นประเด็นที่รัฐบาลทหารพม่าไม่ชอบใจด้วยแทบทั้งสิ้น อาทิ การเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าคำนึงถึงเรื่องกระบวนการเป็นประชาธิปไตยผ่านการปล่อยตังนางอองซานซูจีและ การเดินทางเยือนพื้นที่พักพิงชั่วคราว บ้านแม่หละ ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพื่อเยี่ยมชมค่ายผู้อพยพชนกลุ่มน้อยชาวพม่า นอกจากนั้น นางลอราได้เดินทางต่อไปยังคลีนิคแม่ตาว ของ พญ.ซินเธีย หม่อง แพทย์อาสมัครช่วยเหลือ ชาวพม่าตามแนวชายแดนไทย-พม่าอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ของผู้นำสหรัฐ เป็นการแสดงท่าทีสำคัญครั้งหนึ่งต่อปัญหาการเมืองภายในพม่า
คำถามประการสำคัญและกลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจของผู้คนที่สนใจการเมืองพม่าอยู่ในขณะนี้ นั่นก็คือ ท่าทีของประธานาธิบดี จอร์จ บุชและภริยาจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่ามากน้อยเพียงใด? ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า คำตอบที่ได้เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เป็นการได้ประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้นและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของการเมืองพม่าก็ยังมีความไม่แน่นอนเหมือนดังเช่นในอดีต โดยประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์นั้น อาจกล่าวได้ว่า มีประเด็นใหญ่อยู่สองประการด้วยกัน กล่าวคือ
ประการแรก การสร้างกระบวนการการตอกย้ำว่า “ปัญหาประชาธิปไตยพม่า คือ ปัญหาระดับนาชาติ” ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามักจะมีขีดเส้นแบ่งว่าด้วยเรื่องราวภายในประเทศและเรื่องราวระหว่างประเทศ หากแต่เมื่อความรุนแรงทางการเมืองภายในพม่า กระจายไปสู่ประชาชนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 8888 เมื่อปี พ.ศ. 2531 หรือ แม้กระทั่ง การปฏิวัติ ด้วยชายจีวร ผ่านการเดินประท้วงของพระสงฆ์ เมื่อปี พ.ศ. 2550 ภาพเหล่านี้ล้วนชักนำให้ประชาคมระหว่างประเทศสนใจปัญหาการเมืองในพม่ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ การตั้งสมมุติฐานว่า ความรุนแรงเหล่านี้ ต้นเหตุคือ การปกครองแบบเผด็จการ และทางออกที่ดีที่สุดคือ การสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นภายในพม่าเท่านั้น
การแสดงท่าทีของประธานาธิบดีสหรัฐในด้านต่างๆ ในอดีตเป็นต้นมาอาทิ การออกมาตรการคว่ำบาตรรัฐบาลทหารพม่า การเจรจาให้อาเซียนหาทางกดดันรัฐบาลทหารพม่า หรือแม้กระทั่ง การเดินเกมกดดันผ่านการทำงานขององค์การสหประชาชาติก็ตาม โดยผลที่ได้รับส่วนใหญ่ก็คือ “ความล้มเหลว” กระนั้น การแสดงออกผ่านสุนทรพจน์ในการเดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ ก็ยังสามารถตีความได้ว่า ความพยายามทำให้พม่ากลายเป็นประชาธิปไตยก็ยังมีอยู่ต่อไป หรืออีกนัยหนึ่ง ความพยายามกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การปล่อยตัวนางอองซานซูจี ก็คือ การใช้ภาษาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อแสดงและทำให้ทั่วโลกตระหนักอีกครั้งว่าปัญหาประชาธิปไตยในพม่าคือสิ่งที่มีอยู่จริงและต้องได้รับการแก้ไข
หากแต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาภายหลังจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์นั่นก็คือ สุนทรพจน์อาจจะเป็นสิ่งเป็นไปได้น้อย เมื่อต้องคาดคะเนในอนาคตว่า สหรัฐอเมริกา จะมีการกระทำอย่างไรที่เป็นรูปธรรมหรือการสร้างมาตรการกดดันรัฐบาลทหารพม่าให้เข้มข้นขึ้นต่อไปอย่างไร โดย “ภาวะของการเป็นไปได้น้อย” เช่นนี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำเชิงสัญลักษณ์ของผู้พูดเอง นั่นก็คือ จอร์จ บุช เพราะภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ตัวเขาเองกำลังจะหมดวาระในตำแหน่งประธานาธิบดี การกล่าวคำหวานต่างๆ จึงเป็นไปพร้อมๆกับการนับถอยหลังของการหมดอำนาจของผู้พูด และกลายเป็นคำถามในเชิงนโยบายอีกว่า เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งหมดสิ้นไปแล้ว นโยบายต่างๆของสหรัฐต่อพม่า จะดำเนินต่อไปเช่นเดิมหรือไม่? อย่างไร? ในทางตรงกันข้าม หากการกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้ เป็นการกล่าวโดย “ว่าที่” ประธานาธิบดีสหรัฐ อาจจะเป็นบารัค โอบามา หรือ จอห์น เมคเคน ก็ตาม ความน่าเชื่อถือซึ่งอาจแปรเปลี่ยนเป็นความหวังต่อการสร้างประชาธิปไตยในพม่าก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากยิ่งกว่า เพราะทั้งสองคนนั้น คือ ผู้ที่กำลังจะเป็นผู้ที่มีอำนาจของสหรัฐอเมริกา ในการกำหนดอนาคตของประเทศ และ การกำหนดนโยบายต่อพม่า ด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การแสดงออกของจอร์จบุช จึงมีประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งก็อาจเป็นความดีครั้งสุดท้ายที่เขาสามารถจะทำได้ต่อประชาชนและสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย”
ประการที่สอง ประโยชน์อันเกิดจากการกระทำเชิงสัญลักษณ์ในแง่มุมของของ “การสร้างเส้น/ขีดแบ่งระหว่างปัญหาประชาธิปไตยกับปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์” กล่าวคือ
ในอดีต ปัญหาของพม่าเมื่อถูกหยิบยกและพูดถึงนั้น มักจะคิดกันแต่เพียงว่า เป็นปัญหาที่เกิดจากการขาดประชาธิปไตยเท่านั้น ซึ่งเมื่อพูดถึงพม่า ก็จะนึกถึงภาพลักษณ์ของนางอองซานซูจี หรือแม้กระทั่ง การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซานซูจี เป็นต้น ผ่านการนำเสนอรายงานของสื่อมวลชนต่างๆ โดยเฉพาะสื่อมวลชนและผู้นำในโลกตะวันตก จนทำให้นางอองซานซูจี กลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย เหตุผลประการหนึ่ง นั่นก็คือ นอกจากเธอจะเป็นผู้นำในการเรียกร้องประชาธิปไตยพม่าอย่างแท้จริงแล้ว การกระทำของนางอองซานซูจี ยังกลายเป็นสิ่งที่สอดรับกับค่านิยมทางการเมืองอันสำคัญของโลกตะวันตก นั่นก็คือ “ประชาธิปไตย” ปัญหาไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าจึงเป็นปัญหาของโลกไปโดยปริยาย โดยเฉพาะในภาวะที่วัฒนธรรมของโลกตะวันตกครอบงำโลกอยู่เช่นนี้ ดังนั้น การเคลื่อนไหวของเธอจึงกลายเป็นจุดสนใจ จนอาจกล่าวได้ว่า การกักขังนางอองซานซูจีก็ถือได้ว่าเป็นการกักขังประชาธิปไตยนั่นเอง จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมประชาชนหรือแม้กระทั่งรัฐบาลในโลกตะวันตกจึงสนใจปัญหาการเมืองพม่าเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกวัน
อย่างไรก็ตาม การสนใจปัญหาประชาธิปไตยในพม่าก็กลายเป็นสิ่งที่ปิดบัง/อำพราง ปัญหาส่วนอื่นๆของประเทศนี้ไป โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ที่สืบเนื่องมาจาก การไม่ทำตามสัญญาปางโหลซึ่งมีใจความสำคัญที่ว่า “กลุ่มชาติพันธุ์ที่ลงนามของรัฐบาลทหารพม่าสามารถแยกตัวเองอย่างเป็นอิสระออกมาได้ เมื่อรวมอยู่ในสหภาพแล้ว 10 ปี” และใจความสำคัญเหล่านี้ยังถูกระบุไว้ใน รัฐธรรมนูญของพม่า ปี ค.ศ. 1947 อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลพม่าไม่ยอมทำตามสิ่งที่เคยสัญญาไว้ ความขัดแย้งและการจับอาวุธขึ้นสู้จึงเกิดขึ้นเรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามานั่นก็คือ ความรุนแรงทางด้านต่างๆ ประจักษ์พยานที่สำคัญก็คือ พื้นที่พักพิงชั่วคราวที่อยู่ตามชายแดนไทยพม่าจำนวน 9 แห่งและมีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กว่า 120,000 คน
การเดินทางพื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านแม่หละ อ. แม่สอด จ.ตาก และการเดินทางเยือนคลินิกแม่ตาวของแพทย์หญิงซินเทียหม่องของนางลอรา บุช จึงเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความใส่ใจของภริยาของผู้นำสหรัฐที่มิได้มองเพียงเฉพาะเรื่องของการเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยในพม่าเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการใส่ใจในเรื่องที่ชาวตะวันตกไม่หยิบยกมากล่าวถึงมากมายนัก โดยเฉพาะภาวะของความยากลำบากและความน่าวสะพรึงกลัวที่กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ได้รับจากการกระทำของรัฐบาลทหารพม่า อาจกล่าวได้ว่า การกระทำของนางลอราบุชนอกจากจะเป็นไปเพื่อเยี่ยมเยือนและให้ความช่วยเหลือผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบแล้ว ยังเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่ตัวเธอเองอาจไม่รู้ตัวไปเสียด้วยซ้ำว่า เป็นยกระดับให้ปัญหาของความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ถอยห่างและมีความแตกต่างจากปัญหาของประชาธิปไตย เมื่อถูกสื่อมวลชนนำเสนอข่าวในแง่มุมเฉพาะเจาะจงมากกว่าเรื่องเดิมที่สนใจแต่เพียงเรื่องการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางอองซานซูจีเท่านั้น
ท้ายที่สุด แม้ว่าการเดินทางเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีสหรัฐและภริยาในครั้งนี้ เราอาจไม่สามารถคาดคะเนประโยชน์ในระยะยาวได้ หากแต่ประโยชน์อันใกล้ก็บังเกิดขึ้นนั่นคือ การสร้างประโยชน์ในเชิงสัญลักษณ์ ทั้งในแง่มุมของการตอกย้ำให้ปัญหาประชาธิปไตยกลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติและรอคอยการแก้ไข นอกจากนั้น การเป็นการดึงและขีดเส้นแบ่งให้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น ระหว่างความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์และปัญหาของกระบวนการเป็นประชาธิปไตยออกจากกัน แต่ก็ใช่ว่า การมองสองสิ่งนี้ต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว นั่นก็เนื่องด้วยเหตุผลประการสำคัญว่า หากพม่ามีความเป็นปะชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางด้านชาติพันธุ์ก็มีแนวโน้มว่ามีโอกาสที่จะแก้ไขมากขึ้นตามไปด้วย เพราะรัฐบาลพลเรือนอาจจะไม่ใส่ใจหรือใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติเพื่อปกครองประเทศและครองอำนาจมากมายเท่ากับรัฐบาลเผด็จการทหารในปัจจุบัน