
วันที่ 07 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11199 มติชนรายวัน
ประชาธิปไตย ไทย-พม่า
โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
แม้ว่าการเมืองไทยจะมีความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร การรัฐประหาร 19 กันยา จนกระทั่งการยึดทำเนียบของรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น
หลายต่อหลายครั้งถูกนักสังเกตการณ์ทางการเมืองทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศวิจารณ์ประชาธิปไตยของประเทศไทยว่ามีลักษณะเดินถอยหลังเข้าคลองถึงขั้นเทียบได้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นพม่า
อย่างไรก็ตาม หากกล่าวในทรรศนะของคนที่สนใจการเมืองพม่า จำนวนน้อยคนนักที่มีความเห็นสอดคล้องกับนักสังเกตการณ์ในข้างต้น
เพราะถึงอย่างไรเสียในท้ายที่สุดแล้วทางออกของการเมืองไทยในวิกฤตต่างๆ ก็หันหางเสือเข้าสู่เส้นทางของประชาธิปไตยจนได้
อีกทั้งบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างไทยกับพม่าก็มีความแตกต่างกันอย่างลิบลับ
อาทิ ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีนักศึกษาเป็นผู้นำนั้น ประเทศไทยกลับประสบผลสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516
แต่ในทางตรงกันข้าม ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าอันมีนักศึกษาเป็นผู้นำ กลับล้มเหลวจากเหตุการณ์ 8888 กระทั่งทำให้ขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนถูกไล่ล่าจากรัฐบาลทหารอย่างหนักจวบจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้ ยังรวมถึงสถาบันที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ความขัดแย้งในทางการเมืองนั้นประเทศไทยยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจและกลายเป็นกลไกในการคลี่คลายความขัดแย้งได้ในทุกเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา
ซึ่งตรงกันข้ามกับสหภาพพม่าที่ไม่มีสถาบันใดที่คอยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแม้แต่น้อย เพราะสถาบันกษัตริย์ก็ได้ถูกทำลายไปแล้วโดยอังกฤษในยุคสมัยการล่าอาณานิคม
อีกทั้งเมื่อหันไปเหลียวมองสถาบันทางการเมืองอย่างพรรคสันติบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ NLD อันมีนางออง ซาน ซูจีเป็นผู้นำนั้น ก็ดูจะอ่อนล้าเต็มที่
จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันทางการเมืองหรือแม้แต่สถาบันทางวัฒนธรรมประเพณีในสหภาพพม่า มิได้มีอยู่เลยหรือมีแต่ก็ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้โดยเฉพาะการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมือง
สิ่งนี้อาจทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า เมื่อพม่าขาดสถาบันที่น่าเชื่อถือก็กลับกลายเป็นช่องว่างให้สถาบันที่มีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะกองทัพสามารถมีบทบาททางการเมืองได้เรื่อยมาจนกระทั่งในปัจจุบัน
เมื่อความเหนือกว่าทางบริบทและประวัติศาสตร์การเมืองของการเป็นประชาธิปไตยของไทยที่มีมากกว่าพม่าเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำเอาประชาธิปไตยของไทยไปเปรียบเทียบกับพม่าได้แม้แต่น้อย
กระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ยิงแก๊สน้ำตาเข้าสลายผู้ชุมนุมประท้วงที่ต้องการยึดพื้นที่รัฐสภาของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดผู้บาดเจ็บ แขน ขา ขาดจนกระทั่งพิการ บางรายสูญเสียแม้กระทั่งชีวิตและในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน หากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา
แม้ว่าจะมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นการยากที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนักหนาสาหัสไปกว่านั้นนั่นคือ ความเชื่อว่าประชาธิปไตยไทยเหนือกว่าพม่า เริ่มถูกต้องข้อสงสัยหรือทบทวนความเชื่อใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งมิได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันคือ ทรราชหรือเผด็จการอย่างเต็มตัวเฉกเช่นรัฐบาลทหารพม่า
หากแต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยของไทยมีอาการน่าเป็นห่วง
นั่นคือ ท่าทีของกลไกของรัฐหรือแม้กระทั่งผู้กุมอำนาจรัฐกำลังเริ่มมองประชาชนของตัวเองเป็นศัตรู และจุดนี้เองต่างหากที่อาจชักนำไปสู่การเป็นเผด็จการต่อไปในอนาคต ทั้งที่โดยอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
พูดให้ง่ายไปกว่านั้นก็คือ ประชาชนในทุกประเทศสามารถชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้ผ่านการกดดันด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งรัฐและกลไกของรัฐเองมีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อแรงกดดันเหล่านั้นให้ได้
และหากควบคุมการกดดันไม่ได้จนถึงขั้นต้องใช้มาตรการเข้าจัดการกับผู้ประท้วงก็ต้องเป็นไปในลักษณะเข้าควบคุมความรุนแรง "โดยยึดพื้นฐานของหลักวิชาการอย่างเคร่งครัด" มิใช่การเข้าปราบปรามอย่างมือสมัครเล่นเป็นอันขาด
หากย้อนมาดูท่าทีของกลไกของรัฐอย่างสถาบันตำรวจไทยที่เข้าสลายผู้ประท้วงและถ้อยแถลงข่าวภายหลังจากการปะทะกับผู้ประท้วงแล้ว บางสำนวนหรือคำพูดกลับบ่งบอกถึงความพยายามแก้ตัวจนนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง
นัยยะที่บ่งบอกออกมาจึงชี้ชวนให้หวนนึกอีกครั้งหนึ่งว่า กลไกของรัฐไทยกำลังมองประชาชนเป็นศัตรูหรือไม่? ทั้งนี้ยังหมายรวมถึงความพยายามของผู้กุมอำนาจรัฐที่พยายามลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง การมองประชาชนเป็นศัตรูเช่นนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ปกติสำหรับประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการ
โดยเฉพาะรัฐบาลทหารพม่า เพราะการปราบปรามประชาชนในทุกครั้งนับตั้งแต่เหตุการณ์ 8888 การปราบปรามพระสงฆ์ หรือแม้แต่เหตุการณ์ยิบย่อยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจนนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งทุกเหตุการณ์ พื้นฐานในการใช้กำลังเข้าปราบปรามรัฐบาลทหารพม่าให้เหตุผลว่า กลุ่มผู้ประท้วงเหล่านั้นกำลังสร้างความไม่สงบให้เกิดขึ้นภายในประเทศหรือแม้แต่การสร้างความสั่นคลอนให้กับรัฐบาล
อีกนัยหนึ่ง เหตุผลเช่นนี้สามารถตีความได้ว่า รัฐบาลทหารพม่ากำลังสร้างให้ผู้ประท้วงเหล่านั้นคือ ศัตรูของรัฐความรุนแรงจึงกลายเป็นสิ่งที่รัฐมองว่าชอบธรรมหากต้องกำราบศัตรูเหล่านั้น
ฉะนั้น ในกรณีของไทย การปกครองแบบประชาธิปไตยกับการสร้างให้ประชาชนกลายเป็นศัตรู หากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติโดยผู้กุมอำนาจรัฐแล้วย่อมเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง
เนื่องด้วย ไม่มีความชอบธรรมอันใดเลยที่จะปกครองประชาธิปไตยแต่รัฐกลับทำร้ายประชาชนเพียงเพื่อตอบสนองประโยชน์เฉพาะหน้า
สิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นจุดหักเหหรือแม้กระทั่งคำถามชุดใหญ่ของการเมืองไทยโดยเฉพาะการปกครองแบบประชาธิปไตยว่ากำลังจะเดินรอยตามพม่าไปมากกว่านี้อีกหรือไม่? ซึ่งอำนาจรัฐจะอยู่ที่ใคร อาจจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทางการเมือง
แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้น "ความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ" ก็กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้กุมอำนาจและกลไกของรัฐไทยต้องใส่ใจ
หน้า 7
