โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มติชน วัน อังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
การดำรงอยู่ในสถานะของผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแข็งแกร่งของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในนามของเอสพีดีซี (SPDC) นั้น มิได้เป็นผลมาจากการใช้กำลังอำนาจในการควบคุมหรือทำลายประชาชนผู้เห็นต่างในทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ดังเช่นเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นพระสงฆ์เมื่อปี พ.ศ.2550
ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยประการสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ดำรงอยู่ในการเมืองพม่านั้นเป็นเพราะการมีระบบเศรษฐกิจที่สามารถนำมาค้ำจุนระบอบเผด็จการทหารได้
อีกนัยหนึ่ง หากรัฐบาลสามารถหาแหล่งรายได้มาค้ำจุนรายจ่ายของรัฐหรือรายจ่ายตามความต้องการของกองทัพได้แล้ว แรงกดดันต่างๆ จากนานาชาติ เช่นการคว่ำบาตรทางด้านเศรษฐกิจต่อพม่านั้น ก็หาได้ทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมระคายเคืองไม่
มิหนำซ้ำ การอุดช่องว่างเรื่องจุดอ่อนของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจได้ กลับยิ่งทำให้ระบบทหารมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปนับทวีคูณ
การแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ว่าด้วยเรื่องการลดช่องว่างหรือลดจุดอ่อนในด้านการรับมือกับความกดดันทางด้านเศรษฐกิจจากนานาชาติต่อพม่านั้น อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลทหารพม่าสามารถอ่านเกมส์การเมืองระหว่างประเทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งยังสามารถแสดงปฏิกิริยาต่อความพยายามดังกล่าวได้ทันท่วงที
กล่าวคือรัฐบาลทหารพม่าสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพม่าให้กลายเป็นเสาหลักที่สามารถคอยค้ำจุนให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป
หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ
กระบวนการกลายเป็นประชาธิปไตยในพม่าที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นั้น ก็เกิดจากความโชคร้ายของประชาชนชาวพม่า ที่รัฐบาลทหารสามารถค้นพบทรัพยากรทางธรรมชาติได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อค้นพบทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ได้แล้ว ยังสามารถแปลงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการใช้เป็นเกมส์หลอกล่อนักลงทุนจากต่างชาติหรือประเทศเพื่อนบ้านให้มาปฏิบัติตามความต้องการของรัฐบาลทหารพม่า แม้กระทั่ง กระบวนการทำให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นเกราะป้องกันระบอบเผด็จการอำนาจนิยมได้อีกชั้นหนึ่ง กล่าวได้ว่า ทั้งทรัพยากรและประเทศเพื่อนบ้านจึงมิได้ต่างอะไรเลยกับไพ่ที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ต่อรองในเกมส์การเมืองระหว่างประเทศนั่นเอง
ในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มมีคุณูปการต่อระบอบเผด็จการอำนาจนิยมมีอยู่ในหลายลักษณะ แต่ที่สำคัญมีสามจำพวก นั่นคือ พลังงานน้ำ แร่ธาตุ และแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติ
กล่าวคือ
ในเรื่องของพลังงานน้ำ จะพบว่า เอกชนและหน่วยงานของไทยกับพม่ากำลังร่วมกันก่อสร้างเขื่อนหุตจี (Hutgyi) ในรัฐกะเหรี่ยง (Kayin) กับเขื่อนท่าสาง (Tasang) ในรัฐฉาน (Shan) ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นลำน้ำสาละวิน (Thanlwin) ทั้งสองแห่ง เขื่อนหุตจีมีมูลค่าก่อสร้าง 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างกรมก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพม่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัทซิโนไฮ (Sinhydro Corp) จากจีน
ในเรื่องของอัญมณีจะพบว่ารัฐบาลทหารพม่าสามารถหารายได้จากการค้าขาย อัญมณี ไข่มุก และหยก โดยในเดือนมีนาคม พ.ศ.2551 พม่าได้เปิดประมูลอัญมณีทั้งสิ้นกว่า 7,700 ชิ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอินเดียเป็นจำนวนเงินกว่า 153 ล้านดอลลาร์ และลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญในการเข้าไปประมูลในแต่ละครั้งก็คือกลุ่มลูกค้าจากไทยและจีน
และแหล่งทำเงินสำคัญในประการสุดท้ายนั่นก็คือ ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะพบว่า จีนและอินเดียได้กลายเป็นพ่อบุญทุ่มในการเข้าไปตะลุยกวาดเอาทรัพยากรเหล่านี้มาจากประเทศพม่า
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจีนจะมีความโดดเด่นมากกว่า
โดยสถานการณ์ล่าสุดนั้น บรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (China National Petroleum Corp) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทปิโตรไชน่า (PetroChina) ได้ลงนามความตกลงฉบับหนึ่ง กับทางการมณฑลหยุนหนัน เพื่อก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อรองรับแผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบความยาวเกือบ 1,500 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียผ่านพม่า
นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันและก๊าซของจีนยังมีแผนก่อสร้างระบบท่อคล้ายๆ กันนี้ เพื่อส่งก๊าซที่ซื้อจากแหล่งอ่าวเบงกอลในพม่าไปยังมณฑลหยุนหนันเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กลายเป็นคู่ค้าด้วยเช่นเดียวกัน นั่นคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย หรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ยังเป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในพม่าซึ่งมีมูลค่าถึงปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์
กระบวนการแปลงทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุนที่ผู้เขียนได้หยิบยกเอามาเป็นตัวอย่างในข้างต้นนั้น ไม่สามารถเป็นกระบวนการที่บรรลุผลได้ หากเป็นการค้นพบซึ่งขาดลูกค้า อันได้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ อาทิ จีน อินเดีย และไทย ซึ่งได้กลายเป็นสายพานในการผลิตเงินเพื่อนำรายได้เข้าไปสู่ประเทศพม่า
โดยหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า หากรัฐบาลนำรายได้เหล่านั้นเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนก็จะเป็นผลดี
ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพม่าก็คือ รายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น กลับถูกวางกระจุกตัวอยู่ในแต่แวดวงของผู้นำทางทหารและข้าราชการระดับสูงเท่านั้น
ข้อมูลหลากหลายประการที่เล็ดลอดออกสู่สาธารณชน จึงล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมั่งมีของคณะรัฐบาลทหารและมิได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแต่ประการใด อาทิ ในสถานการณ์ที่ประชาชนชาวพม่ากำลังประสบภัยจากพายุนาร์กีสนั้น นักวิเคราะห์กล่าวว่าบรรดานายพลในคณะปกครองทหารพม่าพากันนั่งอยู่บนความร่ำรวยมหาศาลแต่ควักออกมาเพียง 4 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลือประชาชนนับล้านคน
นอกจากนั้นเหล่านายพลผู้นำระดับสูงของพม่ายังใช้เงินทองมากมายในการย้ายเมืองหลวงและใช้เวลาเพียงข้ามปีเนรมิตเมืองเนย์ปิดอ (Naypyidaw) ขึ้นมาใหม่จากสภาพเดิมที่เป็นเพียงป่าละเมาะในเขตป่าเขาทางภาคกลางของประเทศ แล้วขนานนามเป็น ราชธานีแห่งมหากษัตริยาธิราช
งานแต่งของธิดาผู้นำสูงสุดพม่าเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งจัดขึ้นในคฤหาสน์หลังใหญ่ มีการเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองแบบหรูหรา ล้วนเป็นพยานแวดล้อมที่ช่วยบ่งชี้ให้เห็นความร่ำรวยของผู้คนในวงการนำของประเทศและทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้นำชั้นบนสุดของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนกลับมามองตัวเลขต่อนโยบายที่สำคัญของประเทศหลังจากทหารผูกขาดการปกครองมาเป็นเวลา 45 ปี คณะปกครองทหารพม่าใช้งบประมาณเพียง 0.3% ของจีดีพีเพื่อการสาธารณสุข กับ 1.3% เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลจากสหประชาชาติ
กระบวนการสืบสาวต้นตอไปยังแหล่งทำเงินของรัฐบาลทหารพม่าซึ่งเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น สามารถทำให้เราเห็นได้ว่า การนำทรัพยกรธรรมชาติของประเทศมาใช้ สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลทหารได้ในสองมิติใหญ่ นั่นคือ ในระดับของการเมืองภายในประเทศ การมีรายได้ที่เพียงพอยังสามารถทำให้รัฐบาลทหารใช้เป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือในการใช้จ่ายให้พวกพ้องของกองทัพภักดีและสนับสนุน เพื่อทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมดำเนินต่อไปได้
ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารพม่าสามารถดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นเกราะคุ้มกันจากนานาประเทศที่ใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจกดดันรัฐบาลทหาร ซึ่งก็มิได้ทำให้รัฐบาลทหารได้รับผลกระทบกระเทือนแต่ประการใด เนื่องด้วยประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น พร้อมที่จะมองเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศตนเองในการค้าขายกับพม่ามากกว่าเรื่องการเป็นประชาธิปไตยของประเทศอื่นเป็นแน่
โดยยังมิพักต้องไปเอ่ยถึงประโยชน์ในการร่วมมือกับพม่าในยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ เฉพาะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวก็กลายเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยเพียงพอแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าในอนาคต การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งจากประชาคมระหว่างประเทศ และขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยข้ามชาติ โจทย์ใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เมื่อรัฐบาลทหารพม่าทำให้การเมืองและทุนกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ และยิ่งนับวันก็ยิ่งความแนบแน่นเป็นพิเศษ การสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อแบ่งแยกทุนออกจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
โดยหากกล่าวในเชิงของเศรษฐศาสตร์การเมือง กรณีของสหภาพพม่านั้น กระบวนการดึงดูดทุนจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมารองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือที่เราเรียกกันอีกแบบหนึ่งว่าทุนนิยมเผด็จการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ที่เชิญชวนและคอยให้ผลตอบแทนต่อกลุ่มทุนที่มาลงทุน
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย อินเดีย และจีน อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัยเดียว แต่สิ่งที่ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นก็คือว่า การเข้ามาของทุนเหล่านั้น มีปัจจัยชักนำมาจากความเชื่อเรื่อง ผลประโยชน์แห่งชาติ จึงทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาลงทุนหรือทำประโยชน์กับรัฐบาลพม่าแบบหลับตาข้างเดียว
พูดให้ง่ายก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับคนพม่าก็ช่างขอให้ประโยชน์เป็นของประเทศตัวเองเป็นพอ
กระบวนทัศน์หรือวิธีคิดเช่นนี้จึงเป็น ลักษณะพิเศษ อีกแบบหนึ่งที่เป็น เศรษฐศาสตร์แบบพิเศษ ที่ กลุ่มคนพิเศษ ดังเช่นรัฐบาลทหารพม่าและบรรดาเหล่ารัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น จะสามารถกระทำได้ อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากแต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ก็ยิ่งสามารถทำให้ทุนที่พยายามจะถูกผูกโยงว่าผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่เข้าไปลงทุนมิได้เป็นสิ่งที่จะเกิดกับบริษัทเท่านั้น แต่กำไรที่จะเกิดขึ้นย่อมเป็นกำไรของชาติด้วยเช่นเดียวกัน
มายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเช่นนี้จึงกลายเป็นภาพลักษณ์พิเศษที่ผู้นำรัฐบาลทหารพม่านำมาหลอกล่อต่อรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน และรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านก็ได้นำมายาคติชุดนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนในประเทศตัวเองให้รับรู้อีกชั้นหนึ่งว่า การไปลงทุนในพม่าเพื่อประโยชน์ของชาติ
หรือบางประเทศอาจจะใช้คำเจรจาที่หวานซึ้งกว่านั้น เช่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ดังกรณีของประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือกำไรก็อาจเป็นเพียงนายทุนเพียงบางส่วนซึ่งอาจถือเป็นชนส่วนน้อยก็ได้
กระบวนการสลายการกระชับแน่นระหว่างทุนกับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น การทำลายมายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ จึงกลายมาเป็นจุดตัดที่สำคัญ
นั่นคือ หากต้องการทำลายทุนนิยมเผด็จการ การมองมุมกลับด้วยวิธีคิดว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเสียใหม่จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งเร้าและเร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นการด่วน โดยผ่านวิธีการตั้งคำถามกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าในขั้นพื้นฐานที่สุดว่า
เงินจากทรัพยากรธรรมชาติที่แลกมาด้วยการฆ่าล้างมนุษยชาตินั้นคุ้มค่าหรือไม่?
ท้ายที่สุด ผลประโยชน์แห่งชาติจึงเป็นเพียงม่านน้ำในช่วงเวลาลมพัดปลิว มิได้มีความคงทนแน่นอนหรือจริงแท้แต่อย่างใด
หากแต่รัฐบาลของประเทศที่รายล้อมประเทศพม่าต่างหากที่ยอมรับอย่างเชื่อมั่น กระทั่งพยายามผ่องถ่ายความเชื่อเช่นนี้ลงสู่ผู้ถูกปกครองและพยายามชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติคือสิ่งที่มีอยู่จริง
การริเริ่มมองสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ต่างหากที่กลายมาเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ที่ผู้นำรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านของพม่าต้องเริ่มใส่ใจและเรียนรู้
หน้า 6
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
กองทัพไทยกับปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรม "การทูตสีเขียว" ในความสัมพันธ์ไทย-พม่า

โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)จากหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11113
ภัยพิบัติจากพายุนาร์กีสที่เข้าถล่มที่ราบลุ่มอิรวดีนั้น หากกล่าวในแง่มุมทางด้านการเมืองและความมั่นคง ยังสามารถศึกษาหรือวิเคราะห์ให้เห็นถึงนัยยะสำคัญทางด้านการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศได้ในหลายประเด็นด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยซึ่งในช่วงระยะเวลาของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่านั้นอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางกันเลยทีเดียว
นั่นย่อมหมายความว่า สังคมไทยโดยส่วนใหญ่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนจนกระทั่งผู้นำรัฐบาลก็จะมีส่วนช่วยผู้ประสบภัยด้วยกันทั้งนั้น เช่น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก รวบรวมสิ่งของและส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฝั่งประเทศพม่า
นอกจากนั้น ในแง่ของขบวนการทางสังคม ก็ยังมีการจัดตั้งเครือข่าย คณะทำงานกลุ่มเพื่อนเชียงใหม่เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัยนาร์กีส โดยมีการจัดงานเพื่อระดมทุนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่านั้น ในระดับของประชาชนแล้วมีความแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้นและสามารถทำให้อคติทางชาติพันธุ์หรือศัตรูในทางประวัติศาสตร์ได้รับการลบเลือนไปบ้างไม่มากก็น้อย
อาจกล่าวได้ว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีสกลายเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ได้ทำให้การทูตภาคประชาชนระหว่างคนไทยกับพม่านั้น มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อพิจารณาในระดับรัฐบาลแล้ว กลับพบว่ามีปัญหาบางประการที่ต้องอาศัยการทบทวน โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำประเทศ ซึ่งการกระทำบางอย่างอาจถูกตีความว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ จนทำให้บางช่วงเวลาของให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกลับทำให้บทบาทของไทยกลายเป็นตัวตลกไปโดยปริยาย
กล่าวคือ ประเทศไทยได้รับการประสานงานให้เป็นตัวกลางในการไปเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อให้นานาชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วยคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับทางรัฐบาลทหารพม่านั้น เป็นไปอย่างใกล้ชิด ผู้นำไทยอาจใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวโน้มน้าวให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ายินยอมทำตามความต้องการของนานาชาติได้
แม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ในระดับหนึ่งคือการเดินทางไปพบปะกัน นายกรัฐมนตรีพม่า พล.ต.เต็งเส่ง และได้ไปเยี่ยมศูนย์นอร์ธ ตะกง ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งหนึ่งเพื่อดูว่าสิ่งของพระราชทานนั้นได้ส่งถึงมือของผู้ประสบภัยหรือไม่
กระนั้น ข้อมูลที่แสดงออกถึงความผิดพลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาสู่สาธารณชนนั่นคือ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมประกาศเลิกแผนการเดินทางไปพม่าอย่างกะทันหัน หลังจากรัฐบาลทหารพม่าประกาศไม่รับเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเข้าไปปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยโดยบอกแต่เพียงว่า "ไม่พร้อม"
โดยสำนักข่าวเอเอฟพีได้อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยผู้หนึ่งซึ่งระบุว่า พล.อ.เต็งเส่ง (Thein Sein) นายกฯพม่าไม่พร้อมที่ไปพบกับนายกรัฐมนตรีของไทยที่เมืองหลวงใหม่ เนย์ปีดอ เนื่องจากกำลังออกเยี่ยมเยือนประชาชนที่ประสบภัยในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
การปฏิเสธของทางการพม่าในข้างต้นนั้น อาจทำให้พลอยเข้าใจไปว่า ท่าทีของผู้นำไทยเสมือนหนึ่งต้องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำพม่าในการเข้าไปเจรจา
คำถามจึงเกิดขึ้นว่าผู้นำของประเทศไทยจะสามารถใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเพื่อเจรจากับทางการพม่าได้จริงหรือไม่
หรืออันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเป็นการคิดไปเองแต่ฝ่ายเดียวของผู้นำไทย
และหากพิจารณาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพม่านั้น ก็จะพบว่า โดยส่วนใหญ่ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนั้น มิได้เกิดขึ้นกับผู้นำไทยทุกคน หากแต่ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้นำไทยและผู้นำพม่าในยุคสมัยนั้นมีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อนกันด้วย
ดังนั้น การหลงงมงายว่าการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำไทยกับพม่าในทุกประเด็นและในทุกรัฐบาลของไทยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้น้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ
หากย้อนมาดูการปฏิเสธการเยือนพม่าของนายกฯสมัครอีกครั้งจะพบว่า อันที่จริง พม่าไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเยือนและสามารถหาทางออกอื่นรองรับได้ ถ้าเป็นเพื่อนซี้กันจริง แต่หากมองในแง่ดี ก็อาจกล่าวได้ว่านายกฯสมัครยังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่รัฐบาลทหารพม่าจะยอมรับเป็นพรรคพวก เหมือนดังเช่นผู้นำรัฐบาลไทยในอดีต
จากความไม่จีรังยั่งยืนจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามในอนาคตว่า จะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ไทยพม่าในอนาคต หากต้องใช้กรณีศึกษา จากการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสเป็นบทเรียน?
ผู้เขียนอยากชี้ชวนให้เห็นว่า บทบาทของกองทัพไทยกลายเป็นจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจของทหารที่ไม่ใช่การสงคราม ซึ่งในกรณีของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสนั้น จะพบว่ากองทัพและทหารไทยมีบทบาทที่โดดเด่น เช่น การเป็นตัวกลางของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในการเดินทางเข้าไปช่วยเจรจาให้ทางการพม่ารับความช่วยเหลือจากนานาชาติ
นอกจากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อีกเช่นกันได้มอบหมายให้ กรมยุทธการทหาร เชิญผู้แทนหน่วยขึ้นตรง และ พลจัตวา ขิ่น หม่อง โซ ผู้ช่วยทูตทหารสหภาพพม่าประจำกรุงเทพฯ ร่วมประชุมวางแผนและดำเนินการ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่สหภาพพม่าในเบื้องต้น 6 พฤษภาคม 2551 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้อนุมัติงบประมาณ ในการจัดหาสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการเร่งด่วน และรับบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน โดย ฯพณฯ นาย อู เย วิน เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบ ณ สนามบินทหารกองบิน 6
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบหมายให้ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งผู้แทนกองทัพไทย ทั้งสิ้นจำนวน 24 นาย นำสิ่งของทั้งที่จัดซื้อและรับบริจาค รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,029,758 บาท ไปส่งให้แก่สหภาพพม่า ณ ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง โดย พลโท มิน ส่วย หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการพิเศษที่ 5 เป็นผู้แทนรัฐบาลสหภาพพม่า ให้การต้อนรับ และรับมอบสิ่งของ 8 พฤษภาคม 2551
กองทัพไทยจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าของกองทัพไทย" ขึ้น มีที่ตั้ง ณ บริเวณอาคาร 6 ชั้น 1 กรมกิจการพลเรือนทหาร โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นเลขาผู้อำนวยการศูนย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ทั้งยังเปิดช่องทางในการรับบริจาค
บทบาทที่โดดเด่นของกองทัพเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางการเมืองระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "การทูตสีเขียว" อันเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเครื่องแบบทหารที่มีสีเขียวเป็นพื้นสีหลัก
ในอีกด้านหนึ่ง นัยยะประการสำคัญของกองทัพและการทูตสีเขียวนั้น หากนำเอาไปเทียบเคียงกับความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำของไทยและพม่าแล้วจะพบว่า การใช้กลไกการทูตสีเขียวสามารถพัฒนาให้กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์กับพม่าได้มากกว่ากลไกที่มีอยู่เดิม เนื่องด้วยเหตุผลคือ
ประการแรก - เนื่องจากระบอบการปกครองที่มีรัฐบาลทหารเป็นผู้นำของพม่า ทำให้การกำหนดนโยบายต่างประเทศ กองทัพและทหารก็กลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทครอบงำด้วยเช่นกัน หากไทยใช้ทหารเป็นกลไกทางการทูตสีเขียวที่เหมาะสมแล้ว จะสามารถทำให้รัฐบาลทหารพม่า "สะดวกใจมากขึ้นในการเจรจาในด้านต่างๆ กับทหารด้วยกันเอง แม้ว่าในปัจจุบัน ปัญหาการกระทบกระทั่งในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยพม่า ยังมีอยู่บ้าง อาทิ ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสัญญาณที่ดีในด้านอื่น เช่น การมีนโยบายหมู่บ้านคู่แฝดตามแนวชายแดน การร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างทหารตามแนวชายแดน เป็นต้น
ประการที่สอง การเพิ่มกลไกด้านการทูตสีเขียวนั้น ยังสามารถทำให้ภาพของผลประโยชน์ทับซ้อนของบรรดาเหล่าผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเหนือความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ จนทำให้ในบางครั้งประชาชนก็ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผู้นำกันแน่ กลายเป็นสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้มากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่มีความคงทนมากกว่า เพราะในลักษณะของกองทัพแล้วย่อมมีการปฏิบัติภารกิจที่ต่อเนื่องมากกว่าตัวผู้นำประเทศ
ประการที่สาม เนื่องด้วยปัญหาประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ากลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติ ในหลายกรณีรัฐบาลและผู้นำไทย ถูกวิจารณ์ว่า วางตัวไม่เหมาะสมหรือแม้กระทั่งในรัฐบาลบางสมัยถูกวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกลายเป็นโฆษกของรัฐบาลทหารพม่าเสียเอง ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่สามารถที่จะกล่าวโทษนโยบายต่างประเทศของไทยได้เสียทั้งหมด
เพราะต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่า ท่าทีของรัฐบาลในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถย้ายบ้านหรือประเทศหนีได้
ดังนั้น หากมีการติดต่อกันในระดับของกองทัพมากยิ่งแล้ว บทบาทของการทูตสีเขียวยังสามารถกลายเป็นกลไกที่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถวางท่าทีในประเด็นปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ชัดมากขึ้น เช่น การแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารพม่า โดยไม่ต้องไปแสดงความเกรงกลัวอย่างหวาดผวาว่าท่าทีของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศจะไปทำลายความสัมพันธ์ไทยพม่าหรือไม่
เพราะอย่างน้อยที่สุดกลไกของกองทัพก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำรองทางด้านการทูตไปแล้ว
ในอนาคตอันใกล้นี้ กระบวนการอันหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการทูตสีเขียวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนั่นก็คือ กองทัพไทยสามารถใช้ประสบการณ์จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีส มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างการฝึกร่วมระหว่างกองทัพไทยและกองทัพพม่า ในเรื่องของ "การฝึกช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ"
อาจกล่าวได้ว่า สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้นั่นก็คือ การขาดความรู้เรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยความรู้ด้านนี้กองทัพไทยมีความรู้ในระดับที่ดีมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกร่วมด้านนี้ยังสามารถทำให้เกิดความร่วมมือในประเด็นเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลดความหวาดระแวง ซึ่งประโยชน์จากการฝึกร่วมนี้สามารถเห็นประโยชน์ได้จากการฝึกร่วมกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอดีตไม่เคยมีมาก่อนแต่เมื่อเกิดการฝึกร่วมแล้วก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เช่น การฝึกร่วมในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพจีน เป็นต้น
แม้ว่าจะไม่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกกรณีก็ตามหากแต่เงื่อนไขด้านความมั่นคงของการฝึกร่วมระหว่างไทยพม่าในเรื่องปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า
กล่าวโดยสรุป การทูตสีเขียวจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้กลไกของกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการรักษาความมั่นคงแห่งรัฐหรือกลไกของรัฐในการใช้ความรุนแรง กระนั้น หากมีการใช้กลไกดังกล่าวให้เอื้ออำนวยต่อสันติภาพและมนุษยธรรมแล้ว
การทูตสีเขียวก็มีคุณูปการและสามารถกลายเป็นส่วนประกอบและส่งเสริมการทูตภาคประชาชนได้เช่นเดียวกัน
หน้า 7
วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551
มหาอำนาจกับความช่วยเหลือมนุษยธรรม บทเรียนจากพายุนาร์กีสในพม่า
มหาอำนาจกับความช่วยเหลือมนุษยธรรม บทเรียนจากพายุนาร์กีสในพม่าโดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มประเทศพม่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีกว่า 5,000 กิโลเมตร ถูกน้ำท่วมอย่างหนักนั่นย่อมหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตย่อมมีมากขึ้นไปตามความเสียหาย จนขณะนี้ตัวเลขผู้ประสบภัยยังไม่หยุดนิ่งแต่หากพิจารณาตัวเลขจากทั้งจากสหประชาชาติและจากทางการพม่านั้นประมาณการกันว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตไปเกินกว่าหนึ่งแสนรายและสูญหายไปประมาณ 30,000-50,000 คนมหันตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสามารถป้องกันได้หากทางการพม่าให้ความสนใจกับพิบัติตามธรรมชาติมากกว่าการให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การประกาศเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของไซโคลนนาร์กีสนี้ทางการอินเดียได้เคยประกาศเตือนล่วงหน้ายังทางการพม่าด้วยแล้วเช่นกันแต่สิ่งที่ตอบรับกลับมานั่นคือ "การเพิกเฉย" นอกจากนั้น ภาวะของการไม่เดือดเนื้อร้อนใจของรัฐบาลยังเป็นอาการเรื้อรังไปยังเหตุการณ์ภายหลังจากที่ประชาชนประสบกับหายนะแล้วนั่นคือ การไม่เร่งรัดให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศนำภาพความเสียหายออกมาเผยแพร่ เช่น ภาพศพเน่าเปื่อยที่อยู่ในบริเวณท้องนา จนทำให้นานาประเทศของออกมากดดันรัฐบาลทหารให้เร่งรัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการด่วนซึ่งงานนี้ผู้นำของประเทศไทยเองก็กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในความพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประภัยด้วยเช่นกันกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยนั้น แม้ว่าจะกลายเป็นสิ่งผูกขาดอำนาจเหนือดินแดน หากแต่เมื่อเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากเกิดขึ้นใน "ดินแดนอื่น" สิ่งที่เรียกกันว่ามนุษยธรรมย่อมก้าวผ่านข้ามดินแดนได้เสมอเช่นกันประเด็นที่น่าสนใจคือ การพยายามนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในดินแดนที่ไม่มีประชาธิปไตยอย่างเช่นพม่านั้น กลายเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าต้องขบคิดและทำการศึกษาเนื่องจากว่า ประเทศเหล่านี้มักจะมีความระมัดระวังเนื้อระวังตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลัวการถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ อาทิเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของสหภาพพม่าที่ปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่จากองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเด็ดขาดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตก (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ที่มีปัญหากินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอดโดยเฉพาะการกดดันเรื่องประชาธิปไตยและการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจีหากพูดอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุดนั่นก็คือ พม่าเองกลัวว่าชาติตะวันตกเหล่านี้จะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงเรื่องกิจการภายในของประเทศของตัวเองโดยใช้เรื่องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเหตุรองรับความชอบธรรมโดยพื้นฐานแล้วสังคมระหว่างประเทศนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นขาดความชอบธรรมเพียงใดในการเข้ามาครอบงำการเมืองนับตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจโดยนายพลเนวินตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมาฉะนั้นความหวาดกลัวของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารก็ย่อมมีเป็นธรรมดาซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ยิ่งไปกว่านั้น หากกล่าวให้ถึงที่สุด การกระทำของรัฐบาลทหารที่ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือประชาชนก็เป็นภาพที่กลับกลายมาย้อนตอกย้ำภาพของการเป็นเผด็จการของตนเองอีกคำรบหนึ่งนั่นเองแต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถเพิกเฉยให้เหตุการณ์การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านเลยไปนั่นก็คือ ท่าทีของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเองด้วยหรือไม่ ที่กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีการกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการโยนบาปให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งใดบ้างที่เป็นบทเรียนและควรนำมาปรับปรุงหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าพัดถล่มพม่านั้น จะเห็นได้ว่าท่าทีของประเทศต่างๆ นั้นมีเช่นเดียวกันนั่นคือต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไรก็ตาม ภายใต้ความพยายามให้ความช่วยเหลือนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความแตกต่างกันเป็นส่วนย่อยซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่มประเทศ กล่าวคือกลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการให้ความช่วยเหลือพม่าและไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองภายในของพม่าในระหว่างที่อยู่ในช่วงของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ได้รับโอกาสให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ในระดับหนึ่งอาทิ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รัฐบาลรัสเซีย ได้ส่งทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยทีมที่สองเพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุนาร์กีสในพม่า โดยเครื่องบินขนส่งสินค้าซึ่งบรรทุกเต๊นท์ที่พัก ผ้าห่ม ยารักษาโรครวมทั้งอาหาร โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งทีมช่วยเหลือชุดแรกไปยังพม่าเมื่อวันศุกร์ ซึ่งประกอบด้วยเต๊นท์ที่พักและผ้าห่มรวมน้ำหนักกว่า 30 ตันอย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือจากรัสเซียต่อพม่านั้น อาจมีข้อโต้แย้งว่า สาเหตุที่รัฐบาลทหารพม่าอนุญาตให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลือพม่านั้น เพราะรัสเซียถือหางฝ่ายพม่าและไม่เคยวิพากษ์เรื่องประชาธิปไตยในพม่าเลย ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงบังเกิดในแนวทางเดียวกัน หากมองอีกตัวอย่างหนึ่งให้ลึกลงไปอีกโดยเฉพาะในกรณีของ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นประเทศตะวันตกและสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น จากรายงานของหน่วยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยแรก ได้ไปถึงพื้นที่ประสบภัยแล้วเมื่อวันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2551 เพื่อประเมินสถานการณ์และตั้งทีมช่วยเหลือแก่เหยื่อพายุ นอกจากนั้น รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรการกุศลต่างๆ รวมทั้งสภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 1.3 ล้านสวิสฟรังก์ หรือประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประชาธิปไตยอยู่ก็จริง แต่เมื่อประสบกับเหตุฉุกเฉินเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแล้ว ดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องรองลงมาจากความเดือดร้อนของผู้คนกลุ่มที่สอง เป็นประเทศที่มีความต้องการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและมีความพยายามวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองควบคู่กันไปด้วยแต่ปัญหาที่ตามมานั่นก็คือรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากประเทศเหล่านี้ตัวอย่างที่ชัดเจนนั่นก็คือ กรณีของมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาเช่น ในช่วงเวลาที่มีความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่นั้น วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศยืดอายุการคว่ำบาตรพม่าออกไปอีก 1 ปีในแถลงการณ์ ที่ออกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันเดียวกัน โดยระบุว่า ยังคงปราบปรามฝ่ายค้านและมีการกระทำเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐนอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงต่อไปอีกว่า การต่ออายุคว่ำบาตรมีขึ้นก่อนที่ฉบับปัจจุบันจะครบกำหนดลงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 นี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเห็นว่าระบอบทหารในพม่ายังคง "มีการกระทำปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในพม่า" และดำเนินนโยบายอื่นๆ ที่ "เป็นภัยข่มขู่อันใหญ่หลวงและอย่างไม่ปกติ" ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ "ด้วยเหตุผลนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องส่งความช่วยเหลือ (มนุษยธรรม) ต่อไป ขณะที่ต้องเร่งการคว่ำบาตรต่อทางการพม่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อภัยข่มขู่คุกคาม"ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารพม่ายิ่งแข็งขืนต่อแรงกดดันจากนานาประเทศให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความไม่ไว้วางใจเดิมที่มีต่อสหรัฐว่าจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง โดยจะใช้ประเด็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นข้ออ้างเริ่มส่อเค้าว่าเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันประกอบกับท่าทีอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลทหารพม่าอาจตีความได้ว่า รัฐบาลสหรัฐมีวาระซ่อนเร้นในการให้ความช่วยเหลือ เช่น การส่งเรือซึ่งบรรทุกอาหารและเครื่องอุปโภคเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวพม่า จอดลอยลำอยู่ในน้ำสากลอย่างไรก็ตาม เรือดังกล่าวนั้น กลับประกอบไปด้วยกองเรือรบหลัก ถึงสี่ลำ นั่นคือ เรือรบเอ็สเส็ก (USS Essex) เรือฮาร์เปอร์สเฟอร์รี (Harpers Ferry), เรือจูโน (Juneau) กับเรือพิฆาตมิสติน (Mustin) และยังมีเรือสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายลำยิ่งไปกว่านั้นเรือรบเอ็สเส็กนั้นเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกอีกด้วย นอกจากเรือรบแล้ว ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีก 12 ลำ เรือยกพลขึ้นบก (Landing Craft) รวมทั้งนาวิกโยธิน ที่สหรัฐเสนอเพื่อเข้าไปช่วยในการแจกจ่ายความช่วยเหลือต่างๆ แก่เหยื่อพายุอย่างไรก็ตาม พม่าก็ยังแข็งขืนปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ทหารอเมริกันต้องถอยกองกำลังของตนเองออกไปกระนั้น สิ่งที่ต้องพึงสังเกตก็คือ กองกำลังทหารเรือรบมากมายขนาดนี้ แม้ว่าจะมาพร้อมด้วยความปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจโลกทรรศน์ของผู้นำพม่าได้ว่า คงไม่เชื่อใจสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนเพราะกองเรือให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมก็อาจกลายเป็นกองกำลังล้มรัฐบาลเผด็จการทหารได้ในพริบตาหากมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงภารกิจในทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นคู่ประเทศที่วิจารณ์และแสดงตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลทหารอย่างชัดเจนเช่นนี้จากการยกตัวอย่างเปรียบเทียบท่าทีของประเทศที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับประเทศที่ถูกปิดกั้นโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น สองประเด็นหลักที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประสบการณ์และควรให้เป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษนั่นคือ ประการแรก หากเกิด "ช่องว่าง" ระหว่างประชาธิปไตยกับมนุษยธรรมจะทำอย่างไรกล่าวคือ แน่นอนว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นของที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากต้องการสร้างความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในเขตประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการเรื่องการเมือง อาจเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้พูดทีหลังหรือไม่นอกจากนี้ ประเด็นที่สอง ที่มีผลต่อเนื่องมาจากประเด็นแรกนั่นก็คือนโยบายและท่าทีสนับสนุนประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ก็จริง แต่ลักษณะและการแสดงออกว่ามีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมปราศจากความต้องการกดดันทางการเมือง ก็กลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญอันใหม่ที่ประเทศมหาอำนาจต้องเรียนรู้และทบทวนหากต้องการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ถึงมือของผู้ประสบภัยอย่างจริงจังสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของสาเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างล่าช้าโดยเฉพาะการไม่ใส่ใจต่อประชาชนของตัวเองของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าโดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตต่อไปประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถสร้างเป็นประสบการณ์ในการเข้าไปให้ความช่วยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่การเมืองและเสรีภาพยังคงถูกปิดกั้น หากเรายังต้องการเชื่อว่าฐานะหรือคุณค่าของความเป็นมนุษย์สามารถอยู่เหนือพรมแดนและอำนาจอธิปไตยของรัฐได้ต่อไปหน้า 7
ภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มประเทศพม่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีกว่า 5,000 กิโลเมตร ถูกน้ำท่วมอย่างหนักนั่นย่อมหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตย่อมมีมากขึ้นไปตามความเสียหาย จนขณะนี้ตัวเลขผู้ประสบภัยยังไม่หยุดนิ่งแต่หากพิจารณาตัวเลขจากทั้งจากสหประชาชาติและจากทางการพม่านั้นประมาณการกันว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตไปเกินกว่าหนึ่งแสนรายและสูญหายไปประมาณ 30,000-50,000 คนมหันตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสามารถป้องกันได้หากทางการพม่าให้ความสนใจกับพิบัติตามธรรมชาติมากกว่าการให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การประกาศเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของไซโคลนนาร์กีสนี้ทางการอินเดียได้เคยประกาศเตือนล่วงหน้ายังทางการพม่าด้วยแล้วเช่นกันแต่สิ่งที่ตอบรับกลับมานั่นคือ "การเพิกเฉย" นอกจากนั้น ภาวะของการไม่เดือดเนื้อร้อนใจของรัฐบาลยังเป็นอาการเรื้อรังไปยังเหตุการณ์ภายหลังจากที่ประชาชนประสบกับหายนะแล้วนั่นคือ การไม่เร่งรัดให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศนำภาพความเสียหายออกมาเผยแพร่ เช่น ภาพศพเน่าเปื่อยที่อยู่ในบริเวณท้องนา จนทำให้นานาประเทศของออกมากดดันรัฐบาลทหารให้เร่งรัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการด่วนซึ่งงานนี้ผู้นำของประเทศไทยเองก็กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในความพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประภัยด้วยเช่นกันกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยนั้น แม้ว่าจะกลายเป็นสิ่งผูกขาดอำนาจเหนือดินแดน หากแต่เมื่อเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากเกิดขึ้นใน "ดินแดนอื่น" สิ่งที่เรียกกันว่ามนุษยธรรมย่อมก้าวผ่านข้ามดินแดนได้เสมอเช่นกันประเด็นที่น่าสนใจคือ การพยายามนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในดินแดนที่ไม่มีประชาธิปไตยอย่างเช่นพม่านั้น กลายเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าต้องขบคิดและทำการศึกษาเนื่องจากว่า ประเทศเหล่านี้มักจะมีความระมัดระวังเนื้อระวังตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลัวการถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ อาทิเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของสหภาพพม่าที่ปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่จากองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเด็ดขาดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตก (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ที่มีปัญหากินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอดโดยเฉพาะการกดดันเรื่องประชาธิปไตยและการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจีหากพูดอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุดนั่นก็คือ พม่าเองกลัวว่าชาติตะวันตกเหล่านี้จะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงเรื่องกิจการภายในของประเทศของตัวเองโดยใช้เรื่องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเหตุรองรับความชอบธรรมโดยพื้นฐานแล้วสังคมระหว่างประเทศนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นขาดความชอบธรรมเพียงใดในการเข้ามาครอบงำการเมืองนับตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจโดยนายพลเนวินตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมาฉะนั้นความหวาดกลัวของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารก็ย่อมมีเป็นธรรมดาซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ยิ่งไปกว่านั้น หากกล่าวให้ถึงที่สุด การกระทำของรัฐบาลทหารที่ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือประชาชนก็เป็นภาพที่กลับกลายมาย้อนตอกย้ำภาพของการเป็นเผด็จการของตนเองอีกคำรบหนึ่งนั่นเองแต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถเพิกเฉยให้เหตุการณ์การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านเลยไปนั่นก็คือ ท่าทีของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเองด้วยหรือไม่ ที่กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีการกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการโยนบาปให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งใดบ้างที่เป็นบทเรียนและควรนำมาปรับปรุงหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าพัดถล่มพม่านั้น จะเห็นได้ว่าท่าทีของประเทศต่างๆ นั้นมีเช่นเดียวกันนั่นคือต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไรก็ตาม ภายใต้ความพยายามให้ความช่วยเหลือนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความแตกต่างกันเป็นส่วนย่อยซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่มประเทศ กล่าวคือกลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการให้ความช่วยเหลือพม่าและไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองภายในของพม่าในระหว่างที่อยู่ในช่วงของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ได้รับโอกาสให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ในระดับหนึ่งอาทิ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รัฐบาลรัสเซีย ได้ส่งทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยทีมที่สองเพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุนาร์กีสในพม่า โดยเครื่องบินขนส่งสินค้าซึ่งบรรทุกเต๊นท์ที่พัก ผ้าห่ม ยารักษาโรครวมทั้งอาหาร โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งทีมช่วยเหลือชุดแรกไปยังพม่าเมื่อวันศุกร์ ซึ่งประกอบด้วยเต๊นท์ที่พักและผ้าห่มรวมน้ำหนักกว่า 30 ตันอย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือจากรัสเซียต่อพม่านั้น อาจมีข้อโต้แย้งว่า สาเหตุที่รัฐบาลทหารพม่าอนุญาตให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลือพม่านั้น เพราะรัสเซียถือหางฝ่ายพม่าและไม่เคยวิพากษ์เรื่องประชาธิปไตยในพม่าเลย ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงบังเกิดในแนวทางเดียวกัน หากมองอีกตัวอย่างหนึ่งให้ลึกลงไปอีกโดยเฉพาะในกรณีของ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นประเทศตะวันตกและสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น จากรายงานของหน่วยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยแรก ได้ไปถึงพื้นที่ประสบภัยแล้วเมื่อวันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2551 เพื่อประเมินสถานการณ์และตั้งทีมช่วยเหลือแก่เหยื่อพายุ นอกจากนั้น รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรการกุศลต่างๆ รวมทั้งสภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 1.3 ล้านสวิสฟรังก์ หรือประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประชาธิปไตยอยู่ก็จริง แต่เมื่อประสบกับเหตุฉุกเฉินเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแล้ว ดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องรองลงมาจากความเดือดร้อนของผู้คนกลุ่มที่สอง เป็นประเทศที่มีความต้องการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและมีความพยายามวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองควบคู่กันไปด้วยแต่ปัญหาที่ตามมานั่นก็คือรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากประเทศเหล่านี้ตัวอย่างที่ชัดเจนนั่นก็คือ กรณีของมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาเช่น ในช่วงเวลาที่มีความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่นั้น วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศยืดอายุการคว่ำบาตรพม่าออกไปอีก 1 ปีในแถลงการณ์ ที่ออกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันเดียวกัน โดยระบุว่า ยังคงปราบปรามฝ่ายค้านและมีการกระทำเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐนอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงต่อไปอีกว่า การต่ออายุคว่ำบาตรมีขึ้นก่อนที่ฉบับปัจจุบันจะครบกำหนดลงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 นี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเห็นว่าระบอบทหารในพม่ายังคง "มีการกระทำปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในพม่า" และดำเนินนโยบายอื่นๆ ที่ "เป็นภัยข่มขู่อันใหญ่หลวงและอย่างไม่ปกติ" ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ "ด้วยเหตุผลนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องส่งความช่วยเหลือ (มนุษยธรรม) ต่อไป ขณะที่ต้องเร่งการคว่ำบาตรต่อทางการพม่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อภัยข่มขู่คุกคาม"ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารพม่ายิ่งแข็งขืนต่อแรงกดดันจากนานาประเทศให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความไม่ไว้วางใจเดิมที่มีต่อสหรัฐว่าจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง โดยจะใช้ประเด็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นข้ออ้างเริ่มส่อเค้าว่าเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันประกอบกับท่าทีอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลทหารพม่าอาจตีความได้ว่า รัฐบาลสหรัฐมีวาระซ่อนเร้นในการให้ความช่วยเหลือ เช่น การส่งเรือซึ่งบรรทุกอาหารและเครื่องอุปโภคเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวพม่า จอดลอยลำอยู่ในน้ำสากลอย่างไรก็ตาม เรือดังกล่าวนั้น กลับประกอบไปด้วยกองเรือรบหลัก ถึงสี่ลำ นั่นคือ เรือรบเอ็สเส็ก (USS Essex) เรือฮาร์เปอร์สเฟอร์รี (Harpers Ferry), เรือจูโน (Juneau) กับเรือพิฆาตมิสติน (Mustin) และยังมีเรือสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายลำยิ่งไปกว่านั้นเรือรบเอ็สเส็กนั้นเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกอีกด้วย นอกจากเรือรบแล้ว ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีก 12 ลำ เรือยกพลขึ้นบก (Landing Craft) รวมทั้งนาวิกโยธิน ที่สหรัฐเสนอเพื่อเข้าไปช่วยในการแจกจ่ายความช่วยเหลือต่างๆ แก่เหยื่อพายุอย่างไรก็ตาม พม่าก็ยังแข็งขืนปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ทหารอเมริกันต้องถอยกองกำลังของตนเองออกไปกระนั้น สิ่งที่ต้องพึงสังเกตก็คือ กองกำลังทหารเรือรบมากมายขนาดนี้ แม้ว่าจะมาพร้อมด้วยความปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจโลกทรรศน์ของผู้นำพม่าได้ว่า คงไม่เชื่อใจสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนเพราะกองเรือให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมก็อาจกลายเป็นกองกำลังล้มรัฐบาลเผด็จการทหารได้ในพริบตาหากมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงภารกิจในทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นคู่ประเทศที่วิจารณ์และแสดงตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลทหารอย่างชัดเจนเช่นนี้จากการยกตัวอย่างเปรียบเทียบท่าทีของประเทศที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับประเทศที่ถูกปิดกั้นโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น สองประเด็นหลักที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประสบการณ์และควรให้เป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษนั่นคือ ประการแรก หากเกิด "ช่องว่าง" ระหว่างประชาธิปไตยกับมนุษยธรรมจะทำอย่างไรกล่าวคือ แน่นอนว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นของที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากต้องการสร้างความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในเขตประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการเรื่องการเมือง อาจเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้พูดทีหลังหรือไม่นอกจากนี้ ประเด็นที่สอง ที่มีผลต่อเนื่องมาจากประเด็นแรกนั่นก็คือนโยบายและท่าทีสนับสนุนประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ก็จริง แต่ลักษณะและการแสดงออกว่ามีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมปราศจากความต้องการกดดันทางการเมือง ก็กลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญอันใหม่ที่ประเทศมหาอำนาจต้องเรียนรู้และทบทวนหากต้องการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ถึงมือของผู้ประสบภัยอย่างจริงจังสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของสาเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างล่าช้าโดยเฉพาะการไม่ใส่ใจต่อประชาชนของตัวเองของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าโดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตต่อไปประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถสร้างเป็นประสบการณ์ในการเข้าไปให้ความช่วยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่การเมืองและเสรีภาพยังคงถูกปิดกั้น หากเรายังต้องการเชื่อว่าฐานะหรือคุณค่าของความเป็นมนุษย์สามารถอยู่เหนือพรมแดนและอำนาจอธิปไตยของรัฐได้ต่อไปหน้า 7
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
