มหาอำนาจกับความช่วยเหลือมนุษยธรรม บทเรียนจากพายุนาร์กีสในพม่าโดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มประเทศพม่าเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา ทำให้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดีกว่า 5,000 กิโลเมตร ถูกน้ำท่วมอย่างหนักนั่นย่อมหมายความว่าจำนวนผู้เสียชีวิตย่อมมีมากขึ้นไปตามความเสียหาย จนขณะนี้ตัวเลขผู้ประสบภัยยังไม่หยุดนิ่งแต่หากพิจารณาตัวเลขจากทั้งจากสหประชาชาติและจากทางการพม่านั้นประมาณการกันว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตไปเกินกว่าหนึ่งแสนรายและสูญหายไปประมาณ 30,000-50,000 คนมหันตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าสามารถป้องกันได้หากทางการพม่าให้ความสนใจกับพิบัติตามธรรมชาติมากกว่าการให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพหรือความมั่นคงของรัฐบาล เช่น การประกาศเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งในกรณีของไซโคลนนาร์กีสนี้ทางการอินเดียได้เคยประกาศเตือนล่วงหน้ายังทางการพม่าด้วยแล้วเช่นกันแต่สิ่งที่ตอบรับกลับมานั่นคือ "การเพิกเฉย" นอกจากนั้น ภาวะของการไม่เดือดเนื้อร้อนใจของรัฐบาลยังเป็นอาการเรื้อรังไปยังเหตุการณ์ภายหลังจากที่ประชาชนประสบกับหายนะแล้วนั่นคือ การไม่เร่งรัดให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกระทั่งสำนักข่าวต่างประเทศนำภาพความเสียหายออกมาเผยแพร่ เช่น ภาพศพเน่าเปื่อยที่อยู่ในบริเวณท้องนา จนทำให้นานาประเทศของออกมากดดันรัฐบาลทหารให้เร่งรัดช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นการด่วนซึ่งงานนี้ผู้นำของประเทศไทยเองก็กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในความพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้ประภัยด้วยเช่นกันกล่าวได้ว่าอำนาจอธิปไตยนั้น แม้ว่าจะกลายเป็นสิ่งผูกขาดอำนาจเหนือดินแดน หากแต่เมื่อเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยากเกิดขึ้นใน "ดินแดนอื่น" สิ่งที่เรียกกันว่ามนุษยธรรมย่อมก้าวผ่านข้ามดินแดนได้เสมอเช่นกันประเด็นที่น่าสนใจคือ การพยายามนำความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในดินแดนที่ไม่มีประชาธิปไตยอย่างเช่นพม่านั้น กลายเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าต้องขบคิดและทำการศึกษาเนื่องจากว่า ประเทศเหล่านี้มักจะมีความระมัดระวังเนื้อระวังตัวอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลัวการถูกแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ อาทิเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนในกรณีของสหภาพพม่าที่ปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่จากองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือใดๆ เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเด็ดขาดโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตก (สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป) ที่มีปัญหากินแหนงแคลงใจกันมาโดยตลอดโดยเฉพาะการกดดันเรื่องประชาธิปไตยและการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจีหากพูดอย่างให้เข้าใจง่ายที่สุดนั่นก็คือ พม่าเองกลัวว่าชาติตะวันตกเหล่านี้จะฉวยโอกาสเข้าไปแทรกแซงเรื่องกิจการภายในของประเทศของตัวเองโดยใช้เรื่องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นเหตุรองรับความชอบธรรมโดยพื้นฐานแล้วสังคมระหว่างประเทศนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่ารัฐบาลทหารพม่านั้นขาดความชอบธรรมเพียงใดในการเข้ามาครอบงำการเมืองนับตั้งแต่การเข้ายึดอำนาจโดยนายพลเนวินตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมาฉะนั้นความหวาดกลัวของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารก็ย่อมมีเป็นธรรมดาซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ยิ่งไปกว่านั้น หากกล่าวให้ถึงที่สุด การกระทำของรัฐบาลทหารที่ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือประชาชนก็เป็นภาพที่กลับกลายมาย้อนตอกย้ำภาพของการเป็นเผด็จการของตนเองอีกคำรบหนึ่งนั่นเองแต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่สามารถเพิกเฉยให้เหตุการณ์การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านเลยไปนั่นก็คือ ท่าทีของรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเองด้วยหรือไม่ ที่กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ไม่ทันท่วงทีการกล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการโยนบาปให้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า มีสิ่งใดบ้างที่เป็นบทเรียนและควรนำมาปรับปรุงหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตภายหลังที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าพัดถล่มพม่านั้น จะเห็นได้ว่าท่าทีของประเทศต่างๆ นั้นมีเช่นเดียวกันนั่นคือต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไรก็ตาม ภายใต้ความพยายามให้ความช่วยเหลือนี้ผู้เขียนเห็นว่ามีความแตกต่างกันเป็นส่วนย่อยซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่มประเทศ กล่าวคือกลุ่มแรก เป็นกลุ่มประเทศที่ต้องการให้ความช่วยเหลือพม่าและไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองภายในของพม่าในระหว่างที่อยู่ในช่วงของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งผลที่ตามมาก็คือ ได้รับโอกาสให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ในระดับหนึ่งอาทิ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รัฐบาลรัสเซีย ได้ส่งทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยทีมที่สองเพื่อช่วยเหลือเหยื่อพายุนาร์กีสในพม่า โดยเครื่องบินขนส่งสินค้าซึ่งบรรทุกเต๊นท์ที่พัก ผ้าห่ม ยารักษาโรครวมทั้งอาหาร โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียได้ส่งทีมช่วยเหลือชุดแรกไปยังพม่าเมื่อวันศุกร์ ซึ่งประกอบด้วยเต๊นท์ที่พักและผ้าห่มรวมน้ำหนักกว่า 30 ตันอย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือจากรัสเซียต่อพม่านั้น อาจมีข้อโต้แย้งว่า สาเหตุที่รัฐบาลทหารพม่าอนุญาตให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลือพม่านั้น เพราะรัสเซียถือหางฝ่ายพม่าและไม่เคยวิพากษ์เรื่องประชาธิปไตยในพม่าเลย ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงบังเกิดในแนวทางเดียวกัน หากมองอีกตัวอย่างหนึ่งให้ลึกลงไปอีกโดยเฉพาะในกรณีของ สวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นประเทศตะวันตกและสนับสนุนประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน ก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น จากรายงานของหน่วยความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ผู้เชี่ยวชาญหน่วยแรก ได้ไปถึงพื้นที่ประสบภัยแล้วเมื่อวันพุธที่ 7 พฤษภาคม 2551 เพื่อประเมินสถานการณ์และตั้งทีมช่วยเหลือแก่เหยื่อพายุ นอกจากนั้น รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ องค์กรการกุศลต่างๆ รวมทั้งสภากาชาดสวิตเซอร์แลนด์ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือแล้วกว่า 1.3 ล้านสวิสฟรังก์ หรือประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประชาธิปไตยอยู่ก็จริง แต่เมื่อประสบกับเหตุฉุกเฉินเพื่อการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแล้ว ดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องรองลงมาจากความเดือดร้อนของผู้คนกลุ่มที่สอง เป็นประเทศที่มีความต้องการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและมีความพยายามวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการเมืองควบคู่กันไปด้วยแต่ปัญหาที่ตามมานั่นก็คือรัฐบาลทหารพม่าปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ จากประเทศเหล่านี้ตัวอย่างที่ชัดเจนนั่นก็คือ กรณีของมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกาเช่น ในช่วงเวลาที่มีความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่นั้น วันที่ 17 พฤษภาคม 2551 ประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ได้ประกาศยืดอายุการคว่ำบาตรพม่าออกไปอีก 1 ปีในแถลงการณ์ ที่ออกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วันเดียวกัน โดยระบุว่า ยังคงปราบปรามฝ่ายค้านและมีการกระทำเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐนอกจากนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐแถลงต่อไปอีกว่า การต่ออายุคว่ำบาตรมีขึ้นก่อนที่ฉบับปัจจุบันจะครบกำหนดลงในวันที่ 20 พฤษภาคม 2552 นี้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเห็นว่าระบอบทหารในพม่ายังคง "มีการกระทำปราบปรามขบวนการประชาธิปไตยในพม่า" และดำเนินนโยบายอื่นๆ ที่ "เป็นภัยข่มขู่อันใหญ่หลวงและอย่างไม่ปกติ" ต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ "ด้วยเหตุผลนี้ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องส่งความช่วยเหลือ (มนุษยธรรม) ต่อไป ขณะที่ต้องเร่งการคว่ำบาตรต่อทางการพม่าเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อภัยข่มขู่คุกคาม"ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวเร่งเร้าให้รัฐบาลทหารพม่ายิ่งแข็งขืนต่อแรงกดดันจากนานาประเทศให้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากความไม่ไว้วางใจเดิมที่มีต่อสหรัฐว่าจะเข้ามาแทรกแซงการเมือง โดยจะใช้ประเด็นเรื่องมนุษยธรรมเป็นข้ออ้างเริ่มส่อเค้าว่าเป็นจริงมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นเดียวกันประกอบกับท่าทีอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ที่รัฐบาลทหารพม่าอาจตีความได้ว่า รัฐบาลสหรัฐมีวาระซ่อนเร้นในการให้ความช่วยเหลือ เช่น การส่งเรือซึ่งบรรทุกอาหารและเครื่องอุปโภคเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวพม่า จอดลอยลำอยู่ในน้ำสากลอย่างไรก็ตาม เรือดังกล่าวนั้น กลับประกอบไปด้วยกองเรือรบหลัก ถึงสี่ลำ นั่นคือ เรือรบเอ็สเส็ก (USS Essex) เรือฮาร์เปอร์สเฟอร์รี (Harpers Ferry), เรือจูโน (Juneau) กับเรือพิฆาตมิสติน (Mustin) และยังมีเรือสนับสนุนอื่นๆ อีกหลายลำยิ่งไปกว่านั้นเรือรบเอ็สเส็กนั้นเป็นเรือจู่โจมสะเทินน้ำสะเทินบกอีกด้วย นอกจากเรือรบแล้ว ยังมีเฮลิคอปเตอร์อีก 12 ลำ เรือยกพลขึ้นบก (Landing Craft) รวมทั้งนาวิกโยธิน ที่สหรัฐเสนอเพื่อเข้าไปช่วยในการแจกจ่ายความช่วยเหลือต่างๆ แก่เหยื่อพายุอย่างไรก็ตาม พม่าก็ยังแข็งขืนปฏิเสธความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา จนทำให้ทหารอเมริกันต้องถอยกองกำลังของตนเองออกไปกระนั้น สิ่งที่ต้องพึงสังเกตก็คือ กองกำลังทหารเรือรบมากมายขนาดนี้ แม้ว่าจะมาพร้อมด้วยความปรารถนาดีเพียงใดก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจโลกทรรศน์ของผู้นำพม่าได้ว่า คงไม่เชื่อใจสหรัฐอเมริกาอย่างแน่นอนเพราะกองเรือให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมก็อาจกลายเป็นกองกำลังล้มรัฐบาลเผด็จการทหารได้ในพริบตาหากมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงภารกิจในทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นคู่ประเทศที่วิจารณ์และแสดงตัวเป็นศัตรูกับรัฐบาลทหารอย่างชัดเจนเช่นนี้จากการยกตัวอย่างเปรียบเทียบท่าทีของประเทศที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยกับประเทศที่ถูกปิดกั้นโอกาสเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนั้น สองประเด็นหลักที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประสบการณ์และควรให้เป็นข้อพิจารณาเป็นพิเศษนั่นคือ ประการแรก หากเกิด "ช่องว่าง" ระหว่างประชาธิปไตยกับมนุษยธรรมจะทำอย่างไรกล่าวคือ แน่นอนว่าทั้งสองสิ่งนี้เป็นของที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสนี้ เราจะเห็นได้ว่าหากต้องการสร้างความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในเขตประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการเรื่องการเมือง อาจเป็นสิ่งที่ต้องเก็บไว้พูดทีหลังหรือไม่นอกจากนี้ ประเด็นที่สอง ที่มีผลต่อเนื่องมาจากประเด็นแรกนั่นก็คือนโยบายและท่าทีสนับสนุนประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอยู่ก็จริง แต่ลักษณะและการแสดงออกว่ามีความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมปราศจากความต้องการกดดันทางการเมือง ก็กลับกลายเป็นบทเรียนสำคัญอันใหม่ที่ประเทศมหาอำนาจต้องเรียนรู้และทบทวนหากต้องการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ถึงมือของผู้ประสบภัยอย่างจริงจังสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตขึ้นมา อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของสาเหตุปัจจัยหลายอย่างที่ก่อให้เกิดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างล่าช้าโดยเฉพาะการไม่ใส่ใจต่อประชาชนของตัวเองของผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าโดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตต่อไปประชาคมระหว่างประเทศจะสามารถสร้างเป็นประสบการณ์ในการเข้าไปให้ความช่วยประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ที่การเมืองและเสรีภาพยังคงถูกปิดกั้น หากเรายังต้องการเชื่อว่าฐานะหรือคุณค่าของความเป็นมนุษย์สามารถอยู่เหนือพรมแดนและอำนาจอธิปไตยของรัฐได้ต่อไปหน้า 7
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น