โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มติชน วัน อังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
การดำรงอยู่ในสถานะของผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแข็งแกร่งของสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือที่รู้จักกันในนามของเอสพีดีซี (SPDC) นั้น มิได้เป็นผลมาจากการใช้กำลังอำนาจในการควบคุมหรือทำลายประชาชนผู้เห็นต่างในทางการเมืองเพียงอย่างเดียว ดังเช่นเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นพระสงฆ์เมื่อปี พ.ศ.2550
ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยประการสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ดำรงอยู่ในการเมืองพม่านั้นเป็นเพราะการมีระบบเศรษฐกิจที่สามารถนำมาค้ำจุนระบอบเผด็จการทหารได้
อีกนัยหนึ่ง หากรัฐบาลสามารถหาแหล่งรายได้มาค้ำจุนรายจ่ายของรัฐหรือรายจ่ายตามความต้องการของกองทัพได้แล้ว แรงกดดันต่างๆ จากนานาชาติ เช่นการคว่ำบาตรทางด้านเศรษฐกิจต่อพม่านั้น ก็หาได้ทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมระคายเคืองไม่
มิหนำซ้ำ การอุดช่องว่างเรื่องจุดอ่อนของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจได้ กลับยิ่งทำให้ระบบทหารมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นไปนับทวีคูณ
การแก้ไขปัญหาหรือโจทย์ว่าด้วยเรื่องการลดช่องว่างหรือลดจุดอ่อนในด้านการรับมือกับความกดดันทางด้านเศรษฐกิจจากนานาชาติต่อพม่านั้น อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลทหารพม่าสามารถอ่านเกมส์การเมืองระหว่างประเทศได้อย่างทะลุปรุโปร่ง อีกทั้งยังสามารถแสดงปฏิกิริยาต่อความพยายามดังกล่าวได้ทันท่วงที
กล่าวคือรัฐบาลทหารพม่าสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพม่าให้กลายเป็นเสาหลักที่สามารถคอยค้ำจุนให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไป
หรือกล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ
กระบวนการกลายเป็นประชาธิปไตยในพม่าที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้นั้น ก็เกิดจากความโชคร้ายของประชาชนชาวพม่า ที่รัฐบาลทหารสามารถค้นพบทรัพยากรทางธรรมชาติได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อค้นพบทรัพยากรอันมีค่าเหล่านี้ได้แล้ว ยังสามารถแปลงเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการใช้เป็นเกมส์หลอกล่อนักลงทุนจากต่างชาติหรือประเทศเพื่อนบ้านให้มาปฏิบัติตามความต้องการของรัฐบาลทหารพม่า แม้กระทั่ง กระบวนการทำให้ประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นเกราะป้องกันระบอบเผด็จการอำนาจนิยมได้อีกชั้นหนึ่ง กล่าวได้ว่า ทั้งทรัพยากรและประเทศเพื่อนบ้านจึงมิได้ต่างอะไรเลยกับไพ่ที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ต่อรองในเกมส์การเมืองระหว่างประเทศนั่นเอง
ในปัจจุบัน ผู้เขียนเห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มมีคุณูปการต่อระบอบเผด็จการอำนาจนิยมมีอยู่ในหลายลักษณะ แต่ที่สำคัญมีสามจำพวก นั่นคือ พลังงานน้ำ แร่ธาตุ และแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติ
กล่าวคือ
ในเรื่องของพลังงานน้ำ จะพบว่า เอกชนและหน่วยงานของไทยกับพม่ากำลังร่วมกันก่อสร้างเขื่อนหุตจี (Hutgyi) ในรัฐกะเหรี่ยง (Kayin) กับเขื่อนท่าสาง (Tasang) ในรัฐฉาน (Shan) ซึ่งเป็นเขื่อนกั้นลำน้ำสาละวิน (Thanlwin) ทั้งสองแห่ง เขื่อนหุตจีมีมูลค่าก่อสร้าง 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างกรมก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำพม่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และบริษัทซิโนไฮ (Sinhydro Corp) จากจีน
ในเรื่องของอัญมณีจะพบว่ารัฐบาลทหารพม่าสามารถหารายได้จากการค้าขาย อัญมณี ไข่มุก และหยก โดยในเดือนมีนาคม พ.ศ.2551 พม่าได้เปิดประมูลอัญมณีทั้งสิ้นกว่า 7,700 ชิ้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอินเดียเป็นจำนวนเงินกว่า 153 ล้านดอลลาร์ และลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญในการเข้าไปประมูลในแต่ละครั้งก็คือกลุ่มลูกค้าจากไทยและจีน
และแหล่งทำเงินสำคัญในประการสุดท้ายนั่นก็คือ ทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะพบว่า จีนและอินเดียได้กลายเป็นพ่อบุญทุ่มในการเข้าไปตะลุยกวาดเอาทรัพยากรเหล่านี้มาจากประเทศพม่า
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าจีนจะมีความโดดเด่นมากกว่า
โดยสถานการณ์ล่าสุดนั้น บรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติจีน (China National Petroleum Corp) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทปิโตรไชน่า (PetroChina) ได้ลงนามความตกลงฉบับหนึ่ง กับทางการมณฑลหยุนหนัน เพื่อก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อรองรับแผนการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบความยาวเกือบ 1,500 กิโลเมตร จากชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียผ่านพม่า
นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันและก๊าซของจีนยังมีแผนก่อสร้างระบบท่อคล้ายๆ กันนี้ เพื่อส่งก๊าซที่ซื้อจากแหล่งอ่าวเบงกอลในพม่าไปยังมณฑลหยุนหนันเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กลายเป็นคู่ค้าด้วยเช่นเดียวกัน นั่นคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย หรือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ยังเป็นผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ในพม่าซึ่งมีมูลค่าถึงปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์
กระบวนการแปลงทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุนที่ผู้เขียนได้หยิบยกเอามาเป็นตัวอย่างในข้างต้นนั้น ไม่สามารถเป็นกระบวนการที่บรรลุผลได้ หากเป็นการค้นพบซึ่งขาดลูกค้า อันได้แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ อาทิ จีน อินเดีย และไทย ซึ่งได้กลายเป็นสายพานในการผลิตเงินเพื่อนำรายได้เข้าไปสู่ประเทศพม่า
โดยหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า หากรัฐบาลนำรายได้เหล่านั้นเข้าไปสร้างสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะต่างๆ ให้กับประชาชนก็จะเป็นผลดี
ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพม่าก็คือ รายได้จากการขายทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้น กลับถูกวางกระจุกตัวอยู่ในแต่แวดวงของผู้นำทางทหารและข้าราชการระดับสูงเท่านั้น
ข้อมูลหลากหลายประการที่เล็ดลอดออกสู่สาธารณชน จึงล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความมั่งมีของคณะรัฐบาลทหารและมิได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแต่ประการใด อาทิ ในสถานการณ์ที่ประชาชนชาวพม่ากำลังประสบภัยจากพายุนาร์กีสนั้น นักวิเคราะห์กล่าวว่าบรรดานายพลในคณะปกครองทหารพม่าพากันนั่งอยู่บนความร่ำรวยมหาศาลแต่ควักออกมาเพียง 4 ล้านดอลลาร์สำหรับช่วยเหลือประชาชนนับล้านคน
นอกจากนั้นเหล่านายพลผู้นำระดับสูงของพม่ายังใช้เงินทองมากมายในการย้ายเมืองหลวงและใช้เวลาเพียงข้ามปีเนรมิตเมืองเนย์ปิดอ (Naypyidaw) ขึ้นมาใหม่จากสภาพเดิมที่เป็นเพียงป่าละเมาะในเขตป่าเขาทางภาคกลางของประเทศ แล้วขนานนามเป็น ราชธานีแห่งมหากษัตริยาธิราช
งานแต่งของธิดาผู้นำสูงสุดพม่าเมื่อปี พ.ศ.2549 ซึ่งจัดขึ้นในคฤหาสน์หลังใหญ่ มีการเปิดแชมเปญเลี้ยงฉลองแบบหรูหรา ล้วนเป็นพยานแวดล้อมที่ช่วยบ่งชี้ให้เห็นความร่ำรวยของผู้คนในวงการนำของประเทศและทั้งหมดแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้นำชั้นบนสุดของประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนกลับมามองตัวเลขต่อนโยบายที่สำคัญของประเทศหลังจากทหารผูกขาดการปกครองมาเป็นเวลา 45 ปี คณะปกครองทหารพม่าใช้งบประมาณเพียง 0.3% ของจีดีพีเพื่อการสาธารณสุข กับ 1.3% เพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลจากสหประชาชาติ
กระบวนการสืบสาวต้นตอไปยังแหล่งทำเงินของรัฐบาลทหารพม่าซึ่งเป็นตัวอย่างอันหนึ่งของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น สามารถทำให้เราเห็นได้ว่า การนำทรัพยกรธรรมชาติของประเทศมาใช้ สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลทหารได้ในสองมิติใหญ่ นั่นคือ ในระดับของการเมืองภายในประเทศ การมีรายได้ที่เพียงพอยังสามารถทำให้รัฐบาลทหารใช้เป็นเงื่อนไขหรือเครื่องมือในการใช้จ่ายให้พวกพ้องของกองทัพภักดีและสนับสนุน เพื่อทำให้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมดำเนินต่อไปได้
ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารพม่าสามารถดึงประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเป็นเกราะคุ้มกันจากนานาประเทศที่ใช้เครื่องมือทางด้านเศรษฐกิจกดดันรัฐบาลทหาร ซึ่งก็มิได้ทำให้รัฐบาลทหารได้รับผลกระทบกระเทือนแต่ประการใด เนื่องด้วยประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น พร้อมที่จะมองเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศตนเองในการค้าขายกับพม่ามากกว่าเรื่องการเป็นประชาธิปไตยของประเทศอื่นเป็นแน่
โดยยังมิพักต้องไปเอ่ยถึงประโยชน์ในการร่วมมือกับพม่าในยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ เฉพาะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวก็กลายเป็นสิ่งที่น่าพิสมัยเพียงพอแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าในอนาคต การคิดในเชิงยุทธศาสตร์ทั้งจากประชาคมระหว่างประเทศ และขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยข้ามชาติ โจทย์ใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงก็คือ เมื่อรัฐบาลทหารพม่าทำให้การเมืองและทุนกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันได้ และยิ่งนับวันก็ยิ่งความแนบแน่นเป็นพิเศษ การสร้างเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อแบ่งแยกทุนออกจากระบอบเผด็จการอำนาจนิยมจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
โดยหากกล่าวในเชิงของเศรษฐศาสตร์การเมือง กรณีของสหภาพพม่านั้น กระบวนการดึงดูดทุนจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อมารองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือที่เราเรียกกันอีกแบบหนึ่งว่าทุนนิยมเผด็จการ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ที่เชิญชวนและคอยให้ผลตอบแทนต่อกลุ่มทุนที่มาลงทุน
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งไทย อินเดีย และจีน อาจจะไม่ใช่เป็นเพียงปัจจัยเดียว แต่สิ่งที่ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นก็คือว่า การเข้ามาของทุนเหล่านั้น มีปัจจัยชักนำมาจากความเชื่อเรื่อง ผลประโยชน์แห่งชาติ จึงทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาลงทุนหรือทำประโยชน์กับรัฐบาลพม่าแบบหลับตาข้างเดียว
พูดให้ง่ายก็คือ จะเกิดอะไรขึ้นกับคนพม่าก็ช่างขอให้ประโยชน์เป็นของประเทศตัวเองเป็นพอ
กระบวนทัศน์หรือวิธีคิดเช่นนี้จึงเป็น ลักษณะพิเศษ อีกแบบหนึ่งที่เป็น เศรษฐศาสตร์แบบพิเศษ ที่ กลุ่มคนพิเศษ ดังเช่นรัฐบาลทหารพม่าและบรรดาเหล่ารัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น จะสามารถกระทำได้ อาจจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หากแต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ก็ยิ่งสามารถทำให้ทุนที่พยายามจะถูกผูกโยงว่าผลกำไรที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทที่เข้าไปลงทุนมิได้เป็นสิ่งที่จะเกิดกับบริษัทเท่านั้น แต่กำไรที่จะเกิดขึ้นย่อมเป็นกำไรของชาติด้วยเช่นเดียวกัน
มายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเช่นนี้จึงกลายเป็นภาพลักษณ์พิเศษที่ผู้นำรัฐบาลทหารพม่านำมาหลอกล่อต่อรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน และรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านก็ได้นำมายาคติชุดนี้มาบอกกล่าวให้ประชาชนในประเทศตัวเองให้รับรู้อีกชั้นหนึ่งว่า การไปลงทุนในพม่าเพื่อประโยชน์ของชาติ
หรือบางประเทศอาจจะใช้คำเจรจาที่หวานซึ้งกว่านั้น เช่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ดังกรณีของประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์หรือกำไรก็อาจเป็นเพียงนายทุนเพียงบางส่วนซึ่งอาจถือเป็นชนส่วนน้อยก็ได้
กระบวนการสลายการกระชับแน่นระหว่างทุนกับระบอบเผด็จการอำนาจนิยมนั้น การทำลายมายาคติว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ จึงกลายมาเป็นจุดตัดที่สำคัญ
นั่นคือ หากต้องการทำลายทุนนิยมเผด็จการ การมองมุมกลับด้วยวิธีคิดว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเสียใหม่จึงเป็นสิ่งที่ควรเร่งเร้าและเร่งรัดให้เกิดขึ้นเป็นการด่วน โดยผ่านวิธีการตั้งคำถามกับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านที่พยายามเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าในขั้นพื้นฐานที่สุดว่า
เงินจากทรัพยากรธรรมชาติที่แลกมาด้วยการฆ่าล้างมนุษยชาตินั้นคุ้มค่าหรือไม่?
ท้ายที่สุด ผลประโยชน์แห่งชาติจึงเป็นเพียงม่านน้ำในช่วงเวลาลมพัดปลิว มิได้มีความคงทนแน่นอนหรือจริงแท้แต่อย่างใด
หากแต่รัฐบาลของประเทศที่รายล้อมประเทศพม่าต่างหากที่ยอมรับอย่างเชื่อมั่น กระทั่งพยายามผ่องถ่ายความเชื่อเช่นนี้ลงสู่ผู้ถูกปกครองและพยายามชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติคือสิ่งที่มีอยู่จริง
การริเริ่มมองสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของมนุษยชาติ ต่างหากที่กลายมาเป็นวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ที่ผู้นำรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านของพม่าต้องเริ่มใส่ใจและเรียนรู้
หน้า 6
วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น