
โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)จากหนังสือพิมพ์มติชนวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11113
ภัยพิบัติจากพายุนาร์กีสที่เข้าถล่มที่ราบลุ่มอิรวดีนั้น หากกล่าวในแง่มุมทางด้านการเมืองและความมั่นคง ยังสามารถศึกษาหรือวิเคราะห์ให้เห็นถึงนัยยะสำคัญทางด้านการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศได้ในหลายประเด็นด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทยซึ่งในช่วงระยะเวลาของการพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่านั้นอาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางกันเลยทีเดียว
นั่นย่อมหมายความว่า สังคมไทยโดยส่วนใหญ่มีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดนจนกระทั่งผู้นำรัฐบาลก็จะมีส่วนช่วยผู้ประสบภัยด้วยกันทั้งนั้น เช่น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก รวบรวมสิ่งของและส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในฝั่งประเทศพม่า
นอกจากนั้น ในแง่ของขบวนการทางสังคม ก็ยังมีการจัดตั้งเครือข่าย คณะทำงานกลุ่มเพื่อนเชียงใหม่เพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัยนาร์กีส โดยมีการจัดงานเพื่อระดมทุนเพื่อไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่านั้น ในระดับของประชาชนแล้วมีความแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้นและสามารถทำให้อคติทางชาติพันธุ์หรือศัตรูในทางประวัติศาสตร์ได้รับการลบเลือนไปบ้างไม่มากก็น้อย
อาจกล่าวได้ว่า การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีสกลายเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่ได้ทำให้การทูตภาคประชาชนระหว่างคนไทยกับพม่านั้น มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นนั่นเอง
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เมื่อพิจารณาในระดับรัฐบาลแล้ว กลับพบว่ามีปัญหาบางประการที่ต้องอาศัยการทบทวน โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำประเทศ ซึ่งการกระทำบางอย่างอาจถูกตีความว่า เป็นการกระทำที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ จนทำให้บางช่วงเวลาของให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกลับทำให้บทบาทของไทยกลายเป็นตัวตลกไปโดยปริยาย
กล่าวคือ ประเทศไทยได้รับการประสานงานให้เป็นตัวกลางในการไปเจรจากับรัฐบาลทหารพม่าเพื่อให้นานาชาติเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วยคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับทางรัฐบาลทหารพม่านั้น เป็นไปอย่างใกล้ชิด ผู้นำไทยอาจใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวโน้มน้าวให้ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ายินยอมทำตามความต้องการของนานาชาติได้
แม้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช จะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานได้ในระดับหนึ่งคือการเดินทางไปพบปะกัน นายกรัฐมนตรีพม่า พล.ต.เต็งเส่ง และได้ไปเยี่ยมศูนย์นอร์ธ ตะกง ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแห่งหนึ่งเพื่อดูว่าสิ่งของพระราชทานนั้นได้ส่งถึงมือของผู้ประสบภัยหรือไม่
กระนั้น ข้อมูลที่แสดงออกถึงความผิดพลาดอีกรูปแบบหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาสู่สาธารณชนนั่นคือ ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมประกาศเลิกแผนการเดินทางไปพม่าอย่างกะทันหัน หลังจากรัฐบาลทหารพม่าประกาศไม่รับเจ้าหน้าที่ต่างประเทศเข้าไปปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยโดยบอกแต่เพียงว่า "ไม่พร้อม"
โดยสำนักข่าวเอเอฟพีได้อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยผู้หนึ่งซึ่งระบุว่า พล.อ.เต็งเส่ง (Thein Sein) นายกฯพม่าไม่พร้อมที่ไปพบกับนายกรัฐมนตรีของไทยที่เมืองหลวงใหม่ เนย์ปีดอ เนื่องจากกำลังออกเยี่ยมเยือนประชาชนที่ประสบภัยในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
การปฏิเสธของทางการพม่าในข้างต้นนั้น อาจทำให้พลอยเข้าใจไปว่า ท่าทีของผู้นำไทยเสมือนหนึ่งต้องการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำพม่าในการเข้าไปเจรจา
คำถามจึงเกิดขึ้นว่าผู้นำของประเทศไทยจะสามารถใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเพื่อเจรจากับทางการพม่าได้จริงหรือไม่
หรืออันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเป็นการคิดไปเองแต่ฝ่ายเดียวของผู้นำไทย
และหากพิจารณาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยพม่านั้น ก็จะพบว่า โดยส่วนใหญ่ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศนั้น มิได้เกิดขึ้นกับผู้นำไทยทุกคน หากแต่ความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้นำไทยและผู้นำพม่าในยุคสมัยนั้นมีผลประโยชน์ส่วนตัวทับซ้อนกันด้วย
ดังนั้น การหลงงมงายว่าการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างผู้นำไทยกับพม่าในทุกประเด็นและในทุกรัฐบาลของไทยนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นได้น้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ
หากย้อนมาดูการปฏิเสธการเยือนพม่าของนายกฯสมัครอีกครั้งจะพบว่า อันที่จริง พม่าไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการเยือนและสามารถหาทางออกอื่นรองรับได้ ถ้าเป็นเพื่อนซี้กันจริง แต่หากมองในแง่ดี ก็อาจกล่าวได้ว่านายกฯสมัครยังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่รัฐบาลทหารพม่าจะยอมรับเป็นพรรคพวก เหมือนดังเช่นผู้นำรัฐบาลไทยในอดีต
จากความไม่จีรังยั่งยืนจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำเช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามในอนาคตว่า จะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ไทยพม่าในอนาคต หากต้องใช้กรณีศึกษา จากการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสเป็นบทเรียน?
ผู้เขียนอยากชี้ชวนให้เห็นว่า บทบาทของกองทัพไทยกลายเป็นจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะการปฏิบัติภารกิจของทหารที่ไม่ใช่การสงคราม ซึ่งในกรณีของการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาร์กีสนั้น จะพบว่ากองทัพและทหารไทยมีบทบาทที่โดดเด่น เช่น การเป็นตัวกลางของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในการเดินทางเข้าไปช่วยเจรจาให้ทางการพม่ารับความช่วยเหลือจากนานาชาติ
นอกจากนั้นในวันที่ 5 พฤษภาคม 2551 พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อีกเช่นกันได้มอบหมายให้ กรมยุทธการทหาร เชิญผู้แทนหน่วยขึ้นตรง และ พลจัตวา ขิ่น หม่อง โซ ผู้ช่วยทูตทหารสหภาพพม่าประจำกรุงเทพฯ ร่วมประชุมวางแผนและดำเนินการ เพื่อให้การช่วยเหลือแก่สหภาพพม่าในเบื้องต้น 6 พฤษภาคม 2551 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้อนุมัติงบประมาณ ในการจัดหาสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคที่มีความต้องการเร่งด่วน และรับบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้นก่อน โดย ฯพณฯ นาย อู เย วิน เอกอัครราชทูตพม่าประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนรับมอบ ณ สนามบินทหารกองบิน 6
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้มอบหมายให้ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งผู้แทนกองทัพไทย ทั้งสิ้นจำนวน 24 นาย นำสิ่งของทั้งที่จัดซื้อและรับบริจาค รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,029,758 บาท ไปส่งให้แก่สหภาพพม่า ณ ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้ง โดย พลโท มิน ส่วย หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการพิเศษที่ 5 เป็นผู้แทนรัฐบาลสหภาพพม่า ให้การต้อนรับ และรับมอบสิ่งของ 8 พฤษภาคม 2551
กองทัพไทยจึงได้จัดตั้ง "ศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพม่าของกองทัพไทย" ขึ้น มีที่ตั้ง ณ บริเวณอาคาร 6 ชั้น 1 กรมกิจการพลเรือนทหาร โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นเลขาผู้อำนวยการศูนย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ทั้งยังเปิดช่องทางในการรับบริจาค
บทบาทที่โดดเด่นของกองทัพเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางการเมืองระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้เขียนขอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "การทูตสีเขียว" อันเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของเครื่องแบบทหารที่มีสีเขียวเป็นพื้นสีหลัก
ในอีกด้านหนึ่ง นัยยะประการสำคัญของกองทัพและการทูตสีเขียวนั้น หากนำเอาไปเทียบเคียงกับความสัมพันธ์แบบส่วนตัวของผู้นำของไทยและพม่าแล้วจะพบว่า การใช้กลไกการทูตสีเขียวสามารถพัฒนาให้กลายเป็นกลไกอันหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์กับพม่าได้มากกว่ากลไกที่มีอยู่เดิม เนื่องด้วยเหตุผลคือ
ประการแรก - เนื่องจากระบอบการปกครองที่มีรัฐบาลทหารเป็นผู้นำของพม่า ทำให้การกำหนดนโยบายต่างประเทศ กองทัพและทหารก็กลายเป็นองค์กรที่มีบทบาทครอบงำด้วยเช่นกัน หากไทยใช้ทหารเป็นกลไกทางการทูตสีเขียวที่เหมาะสมแล้ว จะสามารถทำให้รัฐบาลทหารพม่า "สะดวกใจมากขึ้นในการเจรจาในด้านต่างๆ กับทหารด้วยกันเอง แม้ว่าในปัจจุบัน ปัญหาการกระทบกระทั่งในเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยพม่า ยังมีอยู่บ้าง อาทิ ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีสัญญาณที่ดีในด้านอื่น เช่น การมีนโยบายหมู่บ้านคู่แฝดตามแนวชายแดน การร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติด ระหว่างทหารตามแนวชายแดน เป็นต้น
ประการที่สอง การเพิ่มกลไกด้านการทูตสีเขียวนั้น ยังสามารถทำให้ภาพของผลประโยชน์ทับซ้อนของบรรดาเหล่าผู้นำของประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวเหนือความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ จนทำให้ในบางครั้งประชาชนก็ไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวมหรือผู้นำกันแน่ กลายเป็นสิ่งที่สามารถตรวจสอบได้มากขึ้นและกลายเป็นสิ่งที่มีความคงทนมากกว่า เพราะในลักษณะของกองทัพแล้วย่อมมีการปฏิบัติภารกิจที่ต่อเนื่องมากกว่าตัวผู้นำประเทศ
ประการที่สาม เนื่องด้วยปัญหาประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่ากลายเป็นปัญหาในระดับนานาชาติ ในหลายกรณีรัฐบาลและผู้นำไทย ถูกวิจารณ์ว่า วางตัวไม่เหมาะสมหรือแม้กระทั่งในรัฐบาลบางสมัยถูกวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกลายเป็นโฆษกของรัฐบาลทหารพม่าเสียเอง ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่สามารถที่จะกล่าวโทษนโยบายต่างประเทศของไทยได้เสียทั้งหมด
เพราะต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่า ท่าทีของรัฐบาลในการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอย่างไรก็ตาม เราก็ไม่สามารถย้ายบ้านหรือประเทศหนีได้
ดังนั้น หากมีการติดต่อกันในระดับของกองทัพมากยิ่งแล้ว บทบาทของการทูตสีเขียวยังสามารถกลายเป็นกลไกที่เอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถวางท่าทีในประเด็นปัญหาเรื่องประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ชัดมากขึ้น เช่น การแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยต่อการทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารพม่า โดยไม่ต้องไปแสดงความเกรงกลัวอย่างหวาดผวาว่าท่าทีของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศจะไปทำลายความสัมพันธ์ไทยพม่าหรือไม่
เพราะอย่างน้อยที่สุดกลไกของกองทัพก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำรองทางด้านการทูตไปแล้ว
ในอนาคตอันใกล้นี้ กระบวนการอันหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาการทูตสีเขียวให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นนั่นก็คือ กองทัพไทยสามารถใช้ประสบการณ์จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากพายุนาร์กีส มาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างการฝึกร่วมระหว่างกองทัพไทยและกองทัพพม่า ในเรื่องของ "การฝึกช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากภัยธรรมชาติ"
อาจกล่าวได้ว่า สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้นั่นก็คือ การขาดความรู้เรื่องการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยความรู้ด้านนี้กองทัพไทยมีความรู้ในระดับที่ดีมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกร่วมด้านนี้ยังสามารถทำให้เกิดความร่วมมือในประเด็นเรื่องอื่นๆ ตามมาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลดความหวาดระแวง ซึ่งประโยชน์จากการฝึกร่วมนี้สามารถเห็นประโยชน์ได้จากการฝึกร่วมกับประเทศอื่นๆ ซึ่งอดีตไม่เคยมีมาก่อนแต่เมื่อเกิดการฝึกร่วมแล้วก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เช่น การฝึกร่วมในด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพจีน เป็นต้น
แม้ว่าจะไม่สามารถมาประยุกต์ใช้ได้ในทุกกรณีก็ตามหากแต่เงื่อนไขด้านความมั่นคงของการฝึกร่วมระหว่างไทยพม่าในเรื่องปฏิบัติการเพื่อมนุษยธรรมก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า
กล่าวโดยสรุป การทูตสีเขียวจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้กลไกของกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการรักษาความมั่นคงแห่งรัฐหรือกลไกของรัฐในการใช้ความรุนแรง กระนั้น หากมีการใช้กลไกดังกล่าวให้เอื้ออำนวยต่อสันติภาพและมนุษยธรรมแล้ว
การทูตสีเขียวก็มีคุณูปการและสามารถกลายเป็นส่วนประกอบและส่งเสริมการทูตภาคประชาชนได้เช่นเดียวกัน
หน้า 7

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น