วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทหารพม่ากับการเมือง ว่าด้วยยุทธศาสตร์ ยึด ยื้อ ย่อยยับ


วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11171 มติชนรายวัน


ทหารพม่ากับการเมือง ว่าด้วยยุทธศาสตร์ ยึด ยื้อ ย่อยยับ

โดย ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (โดยความร่วมมือกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

การทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองของพม่า สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนว่า "ติดกับ" มาเนิ่นนานและไม่เปลี่ยนแปลงหรือคลี่คลายไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่งอย่างชัดเจนก็คือ "กระบวนการถ่านโอนอำนาจจากทหารไปสู่พลเรือน"

โดยรัฐบาลปัจจุบันนั้นเป็นการหนุนหลังโดยกองทัพ ผ่านการก่อรูปในลักษณะของรัฐบาลทหารหรือที่รู้จักกันในนาม SPDC

อย่างไรก็ตาม หากกล่าวให้ถึงที่สุด จะพบว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองและความมั่นคงทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย แต่เพียงผู้เดียว

ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่งหากเรามานั่งพิจารณาและตั้งคำถามว่า กระบวนการครองอำนาจของผู้นำพม่าว่าใช้วิธีการหรือยุทธศาสตร์อันใดในการครองอำนาจได้มาเนิ่นนานถึง 46 ปี ผ่านการมองปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ในภาพรวม โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมืองในปี ค.ศ.2007-2008

ซึ่งผู้เขียนเห็นว่ายุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลทหารพม่า อันนำโดยพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ใช้นั้นมีอยู่ 3 ยุทธศาสตร์หลักด้วยกัน นั่นคือ "ยึด ยื้อ ย่อยยับ" ดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

ประการแรก ยุทธศาสตร์การ "ยึด" นั่นคือเป็นกระบวนการที่ขั้นแรกเริ่มที่รัฐบาลทหารพม่าใช้สร้างขึ้นเพื่อควบคุมอำนาจทางการเมืองผ่านการเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลพลเรือนตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม กระบวนการยึดอำนาจรัฐของกองทัพพม่านั้น ไม่สามารถทำความเข้าใจผ่านปฏิบัติการทางด้านทหารได้แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ในประเด็นอื่นก็มีความน่าสนใจเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการจัดระเบียบและเข้าควบคุมกองทัพอย่างสมบูรณ์เพื่อให้ SPDC เข้าครองอำนาจได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีเรื่องราวการแตกแยกในกองทัพให้กลายเป็นเสี้ยนหนามสำคัญ ผ่านการจัดวางโยกย้ายนายทหารที่พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ให้ความไว้วางใจดำรงตำแหน่งที่สำคัญในกองทัพ

ดังสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกลางปี ค.ศ.2008 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลเกิดขึ้นในกองทัพและบางส่วนถูกส่งให้ไปดำรงตำแหน่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังครั้งนี้ก็คือพลเอกตาน ฉ่วย

ดังนั้น แม้ว่าส่วนหนึ่งของการโยกย้ายที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่มีขึ้นในอีกสองปีข้างหน้า หากแต่สิ่งหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้และกลายเป็นเหตุผลสำคัญนั่นก็คือ ผู้นำของรัฐบาลทหารพม่าต้องการนำคนที่ตนเองไว้วางใจมาดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ อีกทั้งเพื่อต้องการให้ตำแหน่งการคุมกำลังสำคัญในกองทัพนั้นมีการเคลื่อนไหวด้วย

กล่าวคือ ต้องการให้นายทหารรุ่นใหม่สามารถเจริญเติบโตได้ในตำแหน่งที่สูงขึ้น

กระนั้น การเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า "ต้องเชื่อฟังพลเอกตาน ฉ่วย และ SPDC เป็นสำคัญ"

กล่าวได้ว่ากระบวนการยึดอำนาจทางการเมืองของ SPDC ถูกกระทำผ่านการยึดอำนาจในกองทัพได้อย่างสมบูรณ์เป็นเบื้องต้นก่อนนั่นเอง

ประการที่สอง ยุทธศาสตร์การ "ยื้อ" ซึ่งเป็นกระบวนการอันหนึ่งที่รัฐบาลทหารพม่าใช้เป็นเครื่องมือและเกมการต่อรองต่อทั้งการเมืองภายในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อให้การครองอำนาจของตนเองดำเนินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีการกำหนดระยะเวลา

หรือหากแม้มีการกำหนดระยะเวลาก็เป็นเพียงการพรางสถานการณ์ไว้ในอนาคตเท่านั้น เพราะทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากรัฐบาลทหารพม่าเห็นว่าการเปลี่ยนแปลง ภายใต้เหตุผลสำคัญที่ว่า "เพื่อเอกภาพและความมั่นคงของสหภาพ"

ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดสองเหตุการณ์สำคัญ นั่นก็คือ การกักขังนางออง ซาน ซูจี และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในกรณีของนางออง ซาน ซูจี นั้น แม้ว่านานาชนิดจะเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอแต่รัฐบาลทหารพม่าก็ไม่ทำตามและได้แต่ให้เหตุผลว่าอาจเกิดความวุ่นวายภายในประเทศขึ้นมาได้

กระบวนการยื้อในกรณีของนางออง ซาน ซูจี ที่รัฐบาลทหารพม่ากระทำนั่นก็คือ การอนุญาตให้นางออง ซาน ซูจี พบแพทย์หรือตัวแทนจากสหประชาชาติได้บางครั้งคราวเท่านั้น ส่วนระยะเวลาของการปล่อยตัวก็ถูกพรางไว้เช่นเคย

แม้กระทั่งเรื่องของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญและลงมติรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็เช่นกัน การตั้งความหวังว่า อีกสองปีข้างหน้ารัฐบาลทหารจะปล่อยให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นมาหรือไม่ตามการประกาศที่ว่าเมื่อรัฐธรรมนูญ ค.ศ.2008 ผ่านการลงประชามติแล้ว รัฐบาลทหารพม่าจะจัดการเลือกตั้งในอีกสองปีข้างหน้า

ซึ่งหากตีความโดยใช้นัยยะของประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ผ่านมาแล้วก็จะพบว่ารัฐบาลทหารพม่าจะจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลทหารเองจะสามารถควบคุมชัยชนะให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพหรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่า หากการเลือกตั้งตัวแทนหรือพรรคการเมืองที่รัฐบาลทหารหนุนหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ผลการเลือกตั้งในครั้งหน้าก็อาจจะถูกปฏิเสธขึ้นอีกครั้งหนึ่งเหมือนดังเช่นการปฏิเสธผลการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ซึ่งฝ่ายของพรรคเอ็นแอลดีและนางออง ซาน ซูจี เป็นผู้ชนะนั่นเอง

ดังนั้น "ยุทธศาสตร์การยื้อ" ของรัฐบาลทหารพม่าจึงเป็นการกระทำผ่านการให้ความหวังกับการกระทำที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถตีความได้ในสองลักษณะผ่านการพรางที่อาจตกลงทำตามหรือไม่ทำตามที่สัญญาไว้ก็ได้

"อนาคต" จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือทางการเมืองและการฉุดรั้งประชาธิปไตยได้ในเวลาเดียวกัน

ประการสุดท้าย ยุทธศาสตร์การ "ย่อยยับ" เป็นเครื่องมือหรือยุทธศาสตร์อันสุดท้ายที่ผู้นำของรัฐบาลทหารพม่าใช้แก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคในการครองอำนาจผ่านการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารให้ "ย่อยยับ" ไปกับตา

ดังเช่นสิ่งที่เกิดจากกรณีการปราบปรามพระสงฆ์เมื่อปี ค.ศ.2007 ซึ่งการประท้วงในครั้งนั้นเริ่มต้นจากการเดินประท้วงเพื่อแสดงออกต่อความทุกข์ยากจากสาเหตุราคาน้ำมันแพงจนเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลทหารพม่าคิดว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐจนนำไปสู่การนองเลือดในที่สุด

ซึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาที่รู้จักกันในนามของเหตุการณ์ 8888 เมื่อ ค.ศ.1988 ซึ่งในครั้งนั้นก็มีการปราบปรามขบวนการนักศึกษากันอย่างขนานใหญ่

และเหตุผลเดียวที่ถูกปราบปรามก็คือการลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การย่อยยับของรัฐบาลทหารพม่าก็มีจุดสังเกตอยู่สองประการ นั่นคือ ในกรณีของการปราบปรามนักศึกษานั้น เป็นการเข้าปราบเพื่อป้องกันอำนาจของรัฐในระยะเวลาอันใกล้ และเผชิญเหตุเฉพาะหน้า

แต่อีกนัยหนึ่งนั้น การเข้าปราบปรามนักศึกษาในฐานะของปัญญาชนก็เป็นการกำจัดระบบคิดของสังคมพม่าว่าด้วยเรื่องประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน

นั่นคือ ธงหลักที่อาจถูกรัฐบาลทหารพม่าตั้งไว้นั่นก็คือ หากสามารถกำจัดตัวสื่อหรือตัวแพร่กระจายเรื่องประชาธิปไตยที่รัฐบาลทหารพม่าทุกยุคสมัยเกลียดชังไปได้แล้ว รัฐบาลทหารพม่าก็จะสามารถครองอำนาจไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัญลักษณ์หรือตัวแพร่กระจายความรู้เรื่องประชาธิปไตยนั้น ยังหมายถึงนางออง ซาน ซูจี และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ส่วนเหตุการณ์การปราบปรามพระสงฆ์นั้น จุดสังเกตประการหนึ่งนั่นคือ กระบวนการปราบปรามพระสงฆ์มิได้เป็นแค่เพียง "การฆ่า" ผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น หากแต่การทำลายพระสงฆ์ในฐานะของสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ ยังหมายถึงกระบวนการเข้าทำลายจิตวิญญาณของประชาชนชาวพม่าในลักษณะของสถาบันที่ประชาชนให้ความเคารพอย่างสูงสุด

ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า แม้แต่พระสงฆ์ในฐานะของผู้ที่บำเพ็ญบุญบารมีแต่ต่อต้านรัฐบาลทหาร การย่อยยับที่ถูกสร้างมาพร้อมกับความตายย่อมเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้รับเช่นกัน

อีกนัยหนึ่ง ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับความรุนแรงที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ในครั้งนั้นก็คือ "ประชาชนธรรมดาอย่าได้หาญกล้าท้าทายรัฐบาล เพราะแม้แต่ผู้มีบุญอย่างพระสงฆ์ก็เคยถูกกำจัดมาแล้ว"

อาจกล่าวได้ว่า ในแง่มุมทางรัฐศาสตร์ "ยุทธศาสตร์การย่อยยับ" ของรัฐบาลทหารพม่าก็คือ การปกครองประชาชนโดยความน่าสะพรึงกลัวของรัฐนั่นเอง

กล่าวโดยสรุป สามยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลทหารพม่าใช้ครองอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องอันได้แก่ ยึด ยื้อ และย่อยยับ หรืออาจจะเรียกว่า ยุทธศาสตร์สาม "ย" ที่ผู้เขียนได้กล่าวมานั้นเป็นปรากฏการณ์หรือเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นจากลักษณะของเหตุการณ์เฉพาะต่างๆ ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าสามารถเรียนรู้และสามารถหาวิธีการแก้ไขปัญหาที่ตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่ได้ในทุกขณะ กระทั่งตกผลึกเป็นระบบคิด

อาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลทหารพม่ากำลังนำฐานะของตนเองเข้าสู่การเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ชาญฉลาดในระดับแนวหน้าของโลกในปัจจุบันนี้ โดยใช้ยุทธศาสตร์สามข้อข้างต้นนั่นเอง

ดังนั้น กระบวนการพยายามทำให้เกิดประชาธิปไตยในพม่า การเท่าทันกำลังสมองของรัฐบาลทหารพม่าจึงกลายเป็นอีกวิธีการอันหนึ่งที่ต้องใส่ใจ เพื่อประโยชน์ในการแก้กลเกมเหล่านั้นให้เท่าทัน

เพราะในอนาคตอันใกล้ยุทธศาสตร์เหล่านี้ก็จะถูกนำมาปัดฝุ่นใช้ต่อไป แต่สิ่งที่น่ากังวล ก็คือยุทธศาสตร์อันใหม่กำลังถูกประดิษฐ์ขึ้นและใกล้สำเร็จเต็มที เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะได้เห็นกระบวนท่าของตาน ฉ่วย อีกครั้งหนึ่ง

โปรดอย่ากะพริบตา!!!